<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title></title>
	<atom:link href="http://www.abirdwatch.com/blog/?feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.abirdwatch.com/blog</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Sun, 27 Jun 2010 08:45:25 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.6</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>บ้านหลังใหญ่ของไก่ฟ้าพญาลอ</title>
		<link>http://www.abirdwatch.com/blog/?p=262</link>
		<comments>http://www.abirdwatch.com/blog/?p=262#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 27 Jun 2010 08:45:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Birding Tour]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.abirdwatch.com/blog/?p=262</guid>
		<description><![CDATA[ 

 
มิถุนายน 2553
          เพียงแค่นั่งรถออกมาจากหน่วยฯ หลุมจังหวัดของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไนไม่ถึง 10 นาทีตามเส้นทางที่มุ่งหน้าไปยังหน่วยฯ น้ำตกบ่อทอง พวกเราก็ได้เห็นฝูงไก่ฟ้าพญาลอออกมายืนต้อนรับอยู่กลางถนนราวกับนัดไว้ล่วงหน้า
          ไก่ฟ้ากลุ่มนั้นมีอยู่ด้วยกันสี่ตัว ด้วยระยะที่ใกล้แค่ไม่ถึง 10 ม. ก็สามารถสังเกตด้วยตาเปล่าได้ชัดเจนว่ามีไก่หนุ่มและไก่สาวอย่างละ 2 ตัวพากันเดินและคุ้ยเขี่ยหากินไปเรื่อยๆ แม้เมื่อรถแล่นใกล้เข้าไปอีก ไก่ฟ้าเหล่านั้นยังไม่มีทีท่าตื่นกลัว จะมีก็เพียงตัวเมียเดินเลี่ยงเข้าไปใกล้ขอบถนน คงเผื่อเตรียมพร้อมไว้ก่อน หากมีเหตุฉุกเฉินจะได้เร้นกายหนีหายเข้าป่าไปได้ทัน
          ถึงไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมพบไก่ฟ้าพญาลอในป่าผืนนี้ แต่ความรู้สึกตื่นเต้นก็แทบไม่ต่างจากครั้งก่อนๆ ทั้งยังกอปรไปด้วยความรู้สึกดีใจที่เขาอ่างฤาไนยังเป็นบ้านหลังใหญ่ของไก่ฟ้าพญาลออยู่เช่นเดิม
   &#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-


 
          ไก่ฟ้าพญาลอ (Siamese Fireback / Lophura diardi) เป็นหนึ่งในไก่ฟ้าสกุล Lophura จากทั้งหมด 4 ชนิดที่พบในประเทศไทย ซึ่งจัดเป็นนกวงในวงศ์ไก่ฟ้าและนกกระทา (Phasianidae) นกในวงศ์นี้ไม่มีขนปกคลุมช่องเปิดจมูก ถุงลมไม่มีแขนงยื่นออกมาถึงบริเวณคอ จะงอยปากแข็งแรง ปีกสั้นกลม เช่นเดียวกับนกในวงศ์เดียวกัน ไก่ฟ้าพญาลอมีโครงสร้างปีกแข็งแรง แต่มักจะบินในระยะใกล้ๆ เท่านั้น ขา ตีน และนิ้วเกลี้ยงเกลาปราศจากขนปกคลุม
          ไก่ฟ้าพญาลอจัดเป็นไก่ฟ้าขนาดปานกลาง ขนาดตัววัดจากปลายจะงอยปากถึงปลายหางยาวประมาณ 60-80 ซม. แต่มีรูปร่างผอมบางกว่าไก่ฟ้าชนิดอื่นๆ และมีขาสีแดงยาวเหมือนกับพวกไก่ เพื่อไว้สำหรับคุ้ยเขี่ยหาอาหารตามพื้นดิน ที่หน้าแข้งของนกที่โตเต็มวัยแล้วมีเดือยแหลมอยู่ทางด้านหลังเหนือนิ้วตีนด้านซ้ายขึ้นมาเล็กน้อย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p> </p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-263" title="siamese fireback01" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/06/siamese-fireback01.jpg" alt="siamese fireback01" width="500" height="375" /></p>
<p> </p>
<p><strong>มิถุนายน 2553<br />
</strong>          เพียงแค่นั่งรถออกมาจากหน่วยฯ หลุมจังหวัดของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไนไม่ถึง 10 นาทีตามเส้นทางที่มุ่งหน้าไปยังหน่วยฯ น้ำตกบ่อทอง พวกเราก็ได้เห็นฝูงไก่ฟ้าพญาลอออกมายืนต้อนรับอยู่กลางถนนราวกับนัดไว้ล่วงหน้า<br />
          ไก่ฟ้ากลุ่มนั้นมีอยู่ด้วยกันสี่ตัว ด้วยระยะที่ใกล้แค่ไม่ถึง 10 ม. ก็สามารถสังเกตด้วยตาเปล่าได้ชัดเจนว่ามีไก่หนุ่มและไก่สาวอย่างละ 2 ตัวพากันเดินและคุ้ยเขี่ยหากินไปเรื่อยๆ แม้เมื่อรถแล่นใกล้เข้าไปอีก ไก่ฟ้าเหล่านั้นยังไม่มีทีท่าตื่นกลัว จะมีก็เพียงตัวเมียเดินเลี่ยงเข้าไปใกล้ขอบถนน คงเผื่อเตรียมพร้อมไว้ก่อน หากมีเหตุฉุกเฉินจะได้เร้นกายหนีหายเข้าป่าไปได้ทัน</p>
<p>          ถึงไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมพบไก่ฟ้าพญาลอในป่าผืนนี้ แต่ความรู้สึกตื่นเต้นก็แทบไม่ต่างจากครั้งก่อนๆ ทั้งยังกอปรไปด้วยความรู้สึกดีใจที่เขาอ่างฤาไนยังเป็นบ้านหลังใหญ่ของไก่ฟ้าพญาลออยู่เช่นเดิม<br />
   &#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</p>
<p><span id="more-262"></span></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-264" title="siamese" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/06/siamese.jpg" alt="siamese" width="500" height="414" /></p>
<p> </p>
<p>          ไก่ฟ้าพญาลอ (Siamese Fireback / <em>Lophura diardi</em>) เป็นหนึ่งในไก่ฟ้าสกุล <em>Lophura </em>จากทั้งหมด 4 ชนิดที่พบในประเทศไทย ซึ่งจัดเป็นนกวงในวงศ์ไก่ฟ้าและนกกระทา (Phasianidae) นกในวงศ์นี้ไม่มีขนปกคลุมช่องเปิดจมูก ถุงลมไม่มีแขนงยื่นออกมาถึงบริเวณคอ จะงอยปากแข็งแรง ปีกสั้นกลม เช่นเดียวกับนกในวงศ์เดียวกัน ไก่ฟ้าพญาลอมีโครงสร้างปีกแข็งแรง แต่มักจะบินในระยะใกล้ๆ เท่านั้น ขา ตีน และนิ้วเกลี้ยงเกลาปราศจากขนปกคลุม</p>
<p>          ไก่ฟ้าพญาลอจัดเป็นไก่ฟ้าขนาดปานกลาง ขนาดตัววัดจากปลายจะงอยปากถึงปลายหางยาวประมาณ 60-80 ซม. แต่มีรูปร่างผอมบางกว่าไก่ฟ้าชนิดอื่นๆ และมีขาสีแดงยาวเหมือนกับพวกไก่ เพื่อไว้สำหรับคุ้ยเขี่ยหาอาหารตามพื้นดิน ที่หน้าแข้งของนกที่โตเต็มวัยแล้วมีเดือยแหลมอยู่ทางด้านหลังเหนือนิ้วตีนด้านซ้ายขึ้นมาเล็กน้อย เอาไว้ใช้สำหรับป้องกันตัว</p>
<p>          ลักษณะเด่นอีกอย่างหนึ่งของไก่ฟ้าพญาลออยู่ตรงหนังสีแดงสดคล้ายกำมะหยี่ที่หน้า ซึ่งผมเห็นชัดเจนมากในครั้งล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยหนังที่หน้าของตัวผู้มีขนาดใหญ่กว่านกตัวเมีย และเช่นเดียวกับไก่ฟ้าชนิดอื่นๆ ไก่ฟ้าพญาลอตัวผู้มีสีสันสวยกว่าตัวเมียมาก</p>
<p> </p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-266" title="siamese01" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/06/siamese011.jpg" alt="siamese01" width="500" height="387" /></p>
<p> </p>
<p>          ไก่ฟ้าพญาลอตัวผู้มีหัวสีดำ บนหัวมีขนยาวสีดำเป็นพู่ยื่นโค้งออกไปคล้ายหงอน ขนบนหัวนี้จะตั้งชันขึ้นในเวลาที่ตกใจหรือขณะเกี้ยวพาราสี ส่วนขนบริเวณคอ หน้าอก และลำตัวด้านบนมีสีเทา ขนด้านล่างลำตัวสีดำ บริเวณปีกมีลายสีดำ ขนบริเวณสะโพกและโคนหางมีสีแดงเหลือบแซมด้วยสีเหลืองทอง ชวนให้มองคล้ายเปลวไฟ อันเป็นที่มาของชื่อ Fireback นั่นเอง ส่วนหางยาวสลวยมีสีเหลือบไปจนเกือบดำ</p>
<p>          แม้ดูกันตามจริงแล้ว ไก่ฟ้าพญาลออาจมีสีสันไม่ฉูดฉาดสะดุดตาเหมือนไก่ฟ้าชนิดอื่น แต่ถ้ามองรูปลักษณ์ทั้งหมดแล้วจะเห็นว่าไก่ฟ้าพญาลอมีโครงสร้างลำตัวเพรียวสง่า เมื่อรวมกับขนสีเข้มที่ตัดกับสีสดบริเวณหน้าและหลัง ทำให้ไก่ฟ้าพญาลอเป็นนกที่ยิ่งมองยิ่งสง่า ดูไม่เบื่อเลยจริงๆ</p>
<p>          ส่วนไก่ฟ้าพญาลอตัวเมียกลับมีสีสันทึมๆ ตรงข้ามกับความงามของตัวผู้ ลำตัวส่วนใหญ่มีสีน้ำตาล บริเวณด้านล่างลำตัวและขนหางด้านนอกเป็นสีน้ำตาลแดง ท้องมีลายคล้ายเกล็ดสีขาว ปีกสีดำและมีลายทางสีขาวพาดอยู่ สำหรับเหตุที่ตัวเมียไม่จำเป็นต้องมีสีสันสดใสเหมือนตัวผู้ คงเป็นเพราะตัวเมียมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อครอบครัวมากกว่าที่จะคอยไปอวดโฉมอย่างตัวผู้ สีสันที่ค่อนข้างกลมกลืนกับสภาพธรรมชาติช่วยให้ตัวเมียสามารถอำพรางตัวจากศัตรูได้ในเวลาที่ต้องกกไข่และเลี้ยงลูก</p>
<p> </p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-267" title="fireback female01" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/06/fireback-female01.jpg" alt="fireback female01" width="350" height="257" /></p>
<p> </p>
<p>          การดำรงชีวิตของไก่ฟ้าพญาลอก็เหมือนกับไก่ทั่วไป ไก่ฟ้าพญาลอมักเดินหากินอยู่ตามพื้นดินในป่าเพียงลำพัง หรือบางครั้งอาจจะรวมกันเป็นฝูงเล็กๆ เราไม่ค่อยเห็นมันบินบ่อยนัก นอกจากจำเป็นจริงๆ เช่น เวลาที่ตกใจหรือเมื่อต้องบินกลับขึ้นไปนอนบนต้นไม้ในเวลากลางคืน ถ้าหากมีอันตราย มันมักใช้วิธีวิ่งหลบซุกไปตามพุ่มไม้ที่รกทึบมากกว่าบินหนี<br />
 ในเวลาหาอาหาร ไก่ฟ้าพญาลอจะใช้วิธีคุ้ยเขี่ยไปตามพื้นดิน เมื่อพบแล้วก็ใช้ปากจิกกิน อาหารส่วนใหญ่ได้แก่ เมล็ดพืช ผลไม้ หนอนและแมลงต่างๆ โดยเฉพาะลูกไทรและขุยไผ่เป็นอาหารที่ไก่ฟ้าพญาลอโปรดปรานมากที่สุด เราจึงสามารถพบเห็นไก่ฟ้าพญาลอเดินหากินอยู่ตามกอไผ่หรือโคนต้นไทรที่มีลูกร่วงหล่นได้ง่ายกว่าบริเวณอื่น<br />
 </p>
<p>          &#8230;เช่นเดียวกับที่ผมเคยเห็นไก่ฟ้าพญาลอเป็นครั้งแรกเมื่อ 19 ปีก่อนที่เขาอ่างฤาไน<br />
  &#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</p>
<p> </p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-268" title="siamese02" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/06/siamese02.jpg" alt="siamese02" width="420" height="280" /></p>
<p> </p>
<p><strong>พฤศจิกายน 2534<br />
</strong>         ขณะแสงอาทิตย์ยามเย็นคล้อยต่ำลงมาจากยอดไม้ ส่งผลให้ความเย็นและความเงียบค่อยๆ แผ่ตัวคลุมป่าทั้งผืนไว้ ทางเดินนำพวกเรามาจนเกือบถึงหน่วยฯ น้ำตกบ่อทอง แต่ก่อนจะถึงที่พัก เราผ่านไทรต้นใหญ่ที่กำลังมีลูกสุกเต็มต้น จึงวางแผนเฝ้าดูฝูงนกมารุมกินโต๊ะบนต้นไทรแทนที่จะรีบกลับที่พัก</p>
<p>          พวกเราเดินไปยังด้านซ้ายของต้นไทรอย่างเงียบๆ เพื่อไม่ให้ฝูงนกแตกตื่น เมื่อมองลอดขึ้นไปบนยอดไม้สูง ผมเห็นนกหลายชนิดบินวนเวียนอยู่บนนั้น มีทั้งนกเขียวคราม นกปรอด นกโพระดก แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้ต้นไทร ก็มีเสียงกรอบ&#8230;แกรบ&#8230;ดังมาจากโคนต้น ผมลดสายตามองไปยังจุดที่ได้ยินเสียง นึกในใจคงมีสัตว์บางตัวอยู่บริเวณนั้น จึงค่อยๆ ย่องเข้าไปอย่างเงียบที่สุด พร้อมกับเพ่งมองผ่านพุ่มไม้ที่บังสายตาไปยังต้นเสียงที่โคนต้นไทร<br />
 มีนกสีคล้ำๆ รูปร่างคล้ายไก่ยืนอยู่ตรงนั้น พร้อมกับหางยาวสลวยสะดุดตาที่ตรงโคนมีสีสดดั่งเปลวไฟ ตัดกับหนังสีแดงสดที่หน้า เพียงเท่านี้ก็รู้ได้ทันทีโดยไม่ต้องเปิดตำราว่า&#8230;นี่คือไก่ฟ้าพญาลอ</p>
<p>         และนั่นเป็นช่วงเวลาที่ผมเห็นไก่ฟ้าพญาลอครั้งแรก&#8230;.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.abirdwatch.com/blog/?feed=rss2&amp;p=262</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แกะรอยคุณนายฮูม</title>
		<link>http://www.abirdwatch.com/blog/?p=245</link>
		<comments>http://www.abirdwatch.com/blog/?p=245#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 04 Apr 2010 15:16:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Free as a bird]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.abirdwatch.com/blog/?p=245</guid>
		<description><![CDATA[


ชื่อไทยของไก่ฟ้าหางลายขวางนับว่าหยิบจุดเด่นเป็นเอกลักษณ์มาตั้งได้อย่างเหมาะสม เพราะหางของไก่ฟ้าชนิดนี้ต่างจากญาติร่วมวงชนิดอื่นๆ ในเมืองไทยอย่างสิ้นเชิง เช่นเดียวกับชื่อสามัญ บางครั้งมักเรียกว่า Bar-tailed Pheasant ตรงตามลายเซ็นอย่างชัดเจน
แต่ Bar-tailed Pheasant ก็มิใช่ชื่อที่ใช้อย่างแพร่หลาย แม้กระทั่งคู่มือดูนกของไทยยังเลือกใช้ Mrs Hume’s Pheasant อย่างเป็นสากล ทำให้เราชอบเรียกไก่ฟ้าชนิดนี้อย่างติดตลกว่า คุณนายฮูม
สำหรับคุณนายฮูมตัวจริงมีชื่อจริงว่า แมรี่ แอนด์ กรินดาล (Mary Anne Grindall) ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะศรีภรรยาของมิสเตอร์ฮูมหรือ A.C. Hume ผู้ค้นพบไก่ฟ้าหางลายขวางเป็นคนแรกนั่นเอง!
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.



อัลลัน ออคตาเวียน ฮูม (Allan Octavian Hume) เป็นนักปักษีวิทยาที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่งของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนกในแถบอนุทวีปอินเดีย กระทั่งได้รับขนานนามให้เป็น “บิดาแห่งปักษีวิทยาของอินเดีย”
มิสเตอร์ฮูมเกิดที่แคว้นเค้นท์ของสหราชอาณาจักร เขาเป็นบุตรของโจเซฟ ฮูม นายแพทย์และนักการเมืองหัวรุนแรงชาวสก๊อต ภายหลังเรียนจบด้านเภสัชและศัลยแพทย์จากมหาวิทยาลัยการพยาบาล ในปี พ.ศ. 2392 มิสเตอร์ฮูมก็ออกเดินทางไปยังอินเดีย ซึ่งขณะนั้นตกอยู่ใต้อาณัติของสหราชอาณาจักร และได้เข้ารับราชการเป็นเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเบงกอลประจำเมืองอีทาวา (Etawah) ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ (หรือรัฐอุตรประเทศในปัจจุบัน) โดยฮูมเริ่มต้นทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประจำอำเภอระหว่างปี พ.ศ. 2392-2410 แล้วขยับขึ้นเป็นหัวหน้าผู้บริหารส่วนกลาง (พ.ศ. [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter size-full wp-image-246" title="allan hume05" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/04/allan-hume05.jpg" alt="allan hume05" width="500" height="341" /></p>
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: left;">ชื่อไทยของไก่ฟ้าหางลายขวางนับว่าหยิบจุดเด่นเป็นเอกลักษณ์มาตั้งได้อย่างเหมาะสม เพราะหางของไก่ฟ้าชนิดนี้ต่างจากญาติร่วมวงชนิดอื่นๆ ในเมืองไทยอย่างสิ้นเชิง เช่นเดียวกับชื่อสามัญ บางครั้งมักเรียกว่า Bar-tailed Pheasant ตรงตามลายเซ็นอย่างชัดเจน</p>
<p style="text-align: left;">แต่ Bar-tailed Pheasant ก็มิใช่ชื่อที่ใช้อย่างแพร่หลาย แม้กระทั่งคู่มือดูนกของไทยยังเลือกใช้ Mrs Hume’s Pheasant อย่างเป็นสากล ทำให้เราชอบเรียกไก่ฟ้าชนิดนี้อย่างติดตลกว่า คุณนายฮูม</p>
<p style="text-align: left;">สำหรับคุณนายฮูมตัวจริงมีชื่อจริงว่า แมรี่ แอนด์ กรินดาล (Mary Anne Grindall) ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะศรีภรรยาของมิสเตอร์ฮูมหรือ A.C. Hume ผู้ค้นพบไก่ฟ้าหางลายขวางเป็นคนแรกนั่นเอง!<br />
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.</p>
<p style="text-align: left;"><span id="more-245"></span></p>
<p style="text-align: left;"><img class="aligncenter size-full wp-image-247" title="allan hume01" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/04/allan-hume01.jpg" alt="allan hume01" width="350" height="483" /></p>
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: left;">อัลลัน ออคตาเวียน ฮูม (Allan Octavian Hume) เป็นนักปักษีวิทยาที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่งของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนกในแถบอนุทวีปอินเดีย กระทั่งได้รับขนานนามให้เป็น “บิดาแห่งปักษีวิทยาของอินเดีย”</p>
<p style="text-align: left;">มิสเตอร์ฮูมเกิดที่แคว้นเค้นท์ของสหราชอาณาจักร เขาเป็นบุตรของโจเซฟ ฮูม นายแพทย์และนักการเมืองหัวรุนแรงชาวสก๊อต ภายหลังเรียนจบด้านเภสัชและศัลยแพทย์จากมหาวิทยาลัยการพยาบาล ในปี พ.ศ. 2392 มิสเตอร์ฮูมก็ออกเดินทางไปยังอินเดีย ซึ่งขณะนั้นตกอยู่ใต้อาณัติของสหราชอาณาจักร และได้เข้ารับราชการเป็นเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเบงกอลประจำเมืองอีทาวา (Etawah) ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ (หรือรัฐอุตรประเทศในปัจจุบัน) โดยฮูมเริ่มต้นทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประจำอำเภอระหว่างปี พ.ศ. 2392-2410 แล้วขยับขึ้นเป็นหัวหน้าผู้บริหารส่วนกลาง (พ.ศ. 2410-2413) จนกระทั่งได้เลื่อนขั้นเป็นกองเลขาธิการคณะผู้สำเร็จราชการ (2413-2422) หลังจากนั้นได้ถูกลดบทบาทลง จนกระทั่งลาออกจากราชการในปี พ.ศ. 2425</p>
<p style="text-align: left;">ระหว่างประจำอยู่ที่เมืองอีทาวา มิสเตอร์ฮูมเริ่มเก็บรวบรวมตัวอย่างนกไว้มากมาย แม้ส่วนหนึ่งจะถูกทำลายไปในช่วงจลาจล พ.ศ. 2400 แต่เขาก็พยายามรวบรวมใหม่อีกครั้ง พร้อมทั้งเรียบเรียงแผนการสำรวจและเขียนข้อมูลนกในอนุทวีปอินเดียอย่างเป็นระบบ ซึ่งต่อมากลายเป็นคอลเลคชั่นของนกในทวีปเอเชียที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยตัวอย่างหลายหมื่นชิ้น โดยมิสเตอร์ฮูมตั้งพิพิธภัณฑ์และห้องสมุดธรรมชาติขึ้นที่บ้านของเขาในปราสาทรอธเน่ย์ (Rothney Castle) บนภูเขาเจคโค (Jakko Hill) ที่เมืองซิมล่า (Simla) ซึ่งเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในปัจจุบัน</p>
<p style="text-align: center;">
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-248" title="allan hume02" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/04/allan-hume02.jpg" alt="allan hume02" width="490" height="431" /></p>
<p style="text-align: center;">ปราสาทรอธเน่ย์</p>
<p style="text-align: center;">
<p>ตลอดเวลาที่ย้ายไปประจำการในสถานที่ต่างๆ มิสเตอร์ฮูมมุ่งมั่นศึกษานกและเก็บตัวอย่างไปด้วยเสมอ โดยเฉพาะช่วงที่เป็นกรรมาธิการด้านภาษีศุลกากรซึ่งมีขอบเขตรับผิดชอบตลอดแนวชายฝั่ง 2,500 ไมล์ของอ่าวเบงกอล เขายังตระเวนไปบนหลังม้าและอูฐทั่วรัฐราชสถานและทำสัญญากับมหาราชาในการส่งออกทรัพยากรธรรมชาติ เช่น เกลือ แน่นอน! ช่วงเวลาเหล่านี้เองที่สร้างโอกาสให้มิสเตอร์ฮูมได้ศึกษาและเขียนข้อมูลของนกนานาชนิด</p>
<p>การสำรวจแถบลุ่มแม่น้ำสินธุในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2414 จนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2415 ถือเป็นหนึ่งในการเดินทางครั้งสำคัญที่สุดของมิสเตอร์ฮูม ต่อมาในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2416 เขาไปเยือนเกาะอันดามันและเกาะนิโคบา ปี พ.ศ. 2418 ไปเยือนเกาะแลคคาได และในปี พ.ศ. 2424 มิสเตอร์ฮูมเป็นนักปักษีวิทยาคนสุดท้ายที่ไปถึงเมืองมานิปุระ (Manipur) ในรัฐอัสสัม และที่นี่เองที่เขาค้นพบไก่ฟ้าหางลายขวาง</p>
<p>หนึ่งในการค้นพบครั้งสำคัญของมิสเตอร์ฮูมคือนกพงปากยาว (Large-billed Reed Warbler) ซึ่งมีเพียงตัวอย่างเดียวที่เขาเก็บได้เมื่อ พ.ศ. 2412 บริเวณใกล้เมืองรามปุระ (Rampur) ในหุบเขาสัตเลจ (Sutlej Valley) ที่รัฐหิมาจัลประเทศ จนกระทั่งมาพบครั้งที่ 2 ที่แหลมผักเบี้ย อ. บ้านแหลม จ. เพชรบุรี เมื่อ พ.ศ. 2549 นี่เอง!<br />
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-250" title="allan hume06" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/04/allan-hume06.jpg" alt="allan hume06" width="350" height="520" /></p>
<p>ในโลกของนักดูนก มิสเตอร์เป็นที่รู้จักในฐานะของบิดาแห่งปักษีวิทยาอินเดีย แต่สำหรับชาวอินเดียและแวดวงนักรัฐศาสตร์ มิสเตอร์ฮูมยิ่งใหญ่กว่านั้น ในฐานะผู้ผลักดันให้มีการปฏิรูปสังคมอินเดียที่เต็มไปด้วยความแตกแยกทางศาสนาและชนชั้น และเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มก่อตั้งพรรคแห่งชาติอินเดีย (Indian National Congress) หรือที่มักรู้จักกันในชื่อพรรคคองเกรส พรรคการเมืองที่มีส่วนสำคัญในการเรียกร้องเอกราชของชาติและมีบทบาทสำคัญในวงการเมืองของอินเดียจนถึงปัจจุบัน</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-253" title="allan hume09" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/04/allan-hume092.jpg" alt="allan hume09" width="499" height="338" /></p>
<p style="text-align: center;">ภาพการจลาจลของกบฎซีปอย</p>
<p style="text-align: left;">
<p>จากประสบการณ์ในช่วงแรกที่อินเดีย มิสเตอร์ฮูมต้องเผชิญกับการจลาจลครั้งใหญ่ที่เรียกว่ากบฏซีปอย (Sepoy Rebellion) หรือขบถอินเดีย ในปี พ.ศ. 2400 ซึ่งเป็นการก่อกบฏที่เริ่มต้นโดยกองกำลังชาวอินเดียที่ส่วนใหญ่เป็นกองกำลังติดอาวุธของบริษัทบริติชอินเดียตะวันออก แม้เข้าร่วมต่อสู้ปราบกบฏจนได้รับเหรียญกล้าหาญ แต่มิสเตอร์ฮูมได้กล่าวโทษถึงสาเหตุที่เกิดกบฏว่าเป็นเพราะการดำเนินนโยบายที่ไม่เหมาะสมของสหราชอาณาจักรในด้าน “มนุษยธรรมและขาดความอดกลั้น”</p>
<p>ก่อนหน้านั้น ตอนที่มิสเตอร์ฮูมเข้ารับราชการที่เมืองอีทาวาไม่นาน เขาได้เริ่มต้นให้การศึกษาฟรีแก่เยาวชน พร้อมกับออกหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในภาษาพื้นเมืองชื่อ Lokmitra หมายถึง มิตรของประชาชน โดยในช่วงนี้เองที่มิสเตอร์ฮูมได้พบรักและแต่งงานกับแมรี่ แอนด์ กรินดาล ในปี พ.ศ. 2396</p>
<p>นอกจากส่งเสริมด้านการศึกษาแล้ว มิสเตอร์ฮูมยังมอบทุนการศึกษาสำหรับการเรียนในระดับสูงขึ้นไปอีกด้วย โดยเขาเอ่ยถึงวัตถุประสงค์ด้านนี้ไว้ในปี พ.ศ. 2402 ว่า การศึกษาจะเป็นกุญแจสำคัญในการหลีกเลี่ยงจลาจลหรือการกระด้างกระเดื่องเหมือนกบฏซีปอย</p>
<p>จนถึงปี พ.ศ. 2400 มิสเตอร์ฮูมได้ตั้งโรงเรียนขึ้นถึง 181 แห่ง สำหรับนักเรียน 5,186 คน โดยมี 2 คนเป็นนักเรียนหญิง และทุกวันนี้โรงเรียนประถมที่เขาตั้งขึ้นด้วยทุนส่วนตัวก็ยังเปิดสอนอยู่</p>
<p>กล่าวได้ว่า ตลอดเวลาที่อยู่ในอินเดีย มิสเตอร์ฮูมได้ต่อต้านนโยบายของรัฐบาลสหราชอาณาจักรหลายอย่าง คล้ายเป็นปากเสียงของพลเมืองท้องถิ่น ทั้งยังสนับสนุนคุณภาพชีวิตของชาวอินเดียให้ดีขึ้น ขณะเดียวกันก็พยายามสนับสนุนให้ผู้หญิงได้รับการศึกษามากขึ้นด้วย<br />
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-254" title="allan hume08" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/04/allan-hume08.jpg" alt="allan hume08" width="500" height="328" /></p>
<p>มิสเตอร์ฮูมได้ชื่อว่าเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา ออกจะขวานผ่าซากเสียด้วยซ้ำ เขาไม่เคยกลัวที่จะวิพากษ์นโยบายของรัฐบาลที่คิดว่าไม่ถูกต้อง จนเป็นเหตุให้ถูกเพ่งเล็งอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะการวิพากษ์นโยบายของลอร์ดลีททัน (Lord Lytton) ซึ่งแสดงออกอย่างชัดเจนว่า ใส่ใจต่อคุณภาพชีวิตของพลเมืองท้องถิ่นน้อยมาก</p>
<p>ในที่สุด คณะผู้สำเร็จราชการของลอร์ดลีททันได้ถอดมิสเตอร์ฮูมออกจากตำแหน่งในกองเลขาธิการในปี พ.ศ. 2422 โดยมิได้อธิบายเหตุผลชัดเจน ระบุเพียงเพื่อความคล่องตัวในการบริหาร และอีกสามปีต่อมามิสเตอร์ฮูมจึงตัดสินใจลาออกจากราชการ</p>
<p>ภายหลังจบชีวิตราชการ พร้อมกับสิ้นสุดยุคการปกครองของลอร์ดลีททัน มิสเตอร์ฮูมมองเห็นภาพชาวอินเดียกำลังตกอยู่ในสภาวะสิ้นหวัง บ้านเมืองเต็มไปด้วยอาชญากรรม การปล้นสตมป์ บ้านเมืองไร้ขื่อแป เต็มไปด้วยความรุนแรงที่อาจขยายตัวไปสู่การจลาจลในระดับชาติ เขาจึงคิดว่า การรวมตัวเพื่อความปรองดองในชาติเป็นหนทางเดียวที่จะหยุดยั้งความวุ่นวายทั้งมวลได้</p>
<p>วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2426 มิสเตอร์ฮูมจึงเขียนจดหมายถึงเหล่าบัณฑิตของมหาวิทยาลัยกัลกัตตา เรียกร้องให้พวกเขารวมตัวกันเพื่อกำหนดนโยบายในการสมานฉันท์และเป็นประโยชน์ต่อชาติ ซึ่งได้รับการตอบรับด้วยดี กระทั่งนำไปสู่การจัดประชุมครั้งแรกของ Indian National Congressที่เมืองบอมเบย์ในปี พ.ศ. 2428 โดยมิสเตอร์ฮูมเข้าร่วมเป็นสมาชิกรุ่นก่อตั้ง</p>
<p>และหลังจากคุณนายฮูมจากไปในปี พ.ศ. 2433 อีกสี่ปีต่อมา มิสเตอร์ฮูมจึงตัดสินใจกลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่กรุงลอนดอน จนกระทั่งสิ้นอายุขัยในวัย 83 ปีเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2455</p>
<p>&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.</p>
<p>เพียงแค่ชื่อของไก่ฟ้าหางลายขวางตัวเดียวยังถ่ายทอดเรื่องราวได้มากมาย<br />
สิ่งที่เรามองผ่านกล้องไบนอคจึงมีสาระให้ค้นหาไม่รู้จบ&#8230;.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.abirdwatch.com/blog/?feed=rss2&amp;p=245</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หางลายขวางกลางป่าสน</title>
		<link>http://www.abirdwatch.com/blog/?p=234</link>
		<comments>http://www.abirdwatch.com/blog/?p=234#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 16 Mar 2010 12:12:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Free as a bird]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.abirdwatch.com/blog/?p=234</guid>
		<description><![CDATA[ 

 
เช้าวันสุดท้ายที่เด่นหญ้าขัด&#8230;หลังผิดหวังอีกครั้งกับการเฝ้าดูไก่ฟ้าหางลายขวางบริเวณแนวกันไฟ ผมตัดสินใจใช้เวลาที่เหลือไม่มากนักพาสมาชิกออกไปเดินดูนกตามถนน
อาทิตย์ยามเช้าเริ่มทอแสงส่งไออุ่นลงมาเช่นนี้ เหมาะแก่การดูนกยิ่งนัก เพียงเดินไปไม่ไกลก็มีนกเล็กๆ ออกมาให้ดูหลายชนิด จนลืมไก่ฟ้าไปสนิทใจ แถมนกจับแมลงหัวสีฟ้าตัวเดิมยังลงมาให้ดูใกล้กว่าเมื่อวานนี้
ระหว่างนั้นผมได้ยินเสียงนกไต่ไม้ใหญ่ดังมาจากดงสนริมทาง ชวนให้ส่องกล้องขึ้นไปหาตามที่มาของเสียง แต่ยังมองไม่เห็นตัว จึงเดินเลยต่อไปยังทางโค้งเบื้องหน้า เพื่อหวังอาศัยมุมเปิดโล่งช่วยให้มองหานกได้ง่ายยิ่งขึ้น
ทันทีที่พ้นโค้ง สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้า ทำให้สายตาผมต้องรีบลดต่ำลง เมื่อเห็นนกขนาดใหญ่สองตัวเดินตามกันอยู่ทางด้านขวาของถนน ด้วยทางที่ลาดลงไปหาสันเขาช่วยให้ผมเห็นนกได้ชัดเจน&#8230;ลักษณะและสีสันต่างกันโดยสิ้นเชิงบอกให้ทราบได้ทันทีว่าเป็นตัวเมียที่เดินนำหน้า ส่วนตัวที่มีหางยาวและกำลังเดินตามไปต้อยๆ นั่นเป็นตัวผู้
“ไก่ฟ้าอยู่บนถนน มาดูเร็ว”
เสียงผมเอ่ยเรียกคนอื่นๆ ทันทีที่เห็นภาพตื่นเต้นเบื้องหน้า
แม้ดังกว่ากระซิบเพียงเล็กน้อย แต่ทุกคนก็รีบเดินตามมายกกล้องดูอย่างพร้อมเพรียง ถึงไก่ฟ้าตัวเมียจะตัดสินใจวิ่งหนีลงหุบทางขวาไปก่อนแล้ว ทว่า! โชคดีที่ตัวผู้ดูเหมือนเกิดอาการสับสน เลือกวิ่งเหยาะๆ ข้ามถนนมาอีกฝั่งหนึ่ง ช่วยให้ทุกคนได้เห็นอย่างเต็มตา
หลังหยุดมองสถานการณ์อีกชั่วเสี้ยวนาทีตรงพงหญ้าริมทาง ไก่ฟ้าตัวผู้ก็ลับหายลงไปในหุบด้านซ้าย
แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว&#8230;สำหรับทุกคนที่ได้เห็นไก่ฟ้าหางลายขวางสมดังตั้งใจ
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.
 

ดอยเชียงดาว
เมื่อเอ่ยถึงไก่ฟ้าหางลายขวาง (Mrs Hume’s Pheasant / Syrmaticus humiae) นักดูนกทุกคนคงนึกถึงดอยเชียงดาว จ. เชียงใหม่ขึ้นมาทันที เพราะเทือกเขาหินปูนที่มียอดสูงสุดเป็นอันดับสามของประเทศแห่งนี้เป็นบ้านหลังใหญ่ของไก่ฟ้าที่ได้ชื่อว่าสวยมากที่สุดชนิดหนึ่งในโลก และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผืนป่าบริเวณนี้ได้รับการประกาศคุ้มครองให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521
 

เขตกระจายพันธุ์ของไก่ฟ้าหางลายขวาง
 
ถึงจะพบได้บ่อยดอยเชียงดาว ไก่ฟ้าหางลายขวางยังจัดเป็นไก่ฟ้าที่หายากและมีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ สภาวะน่าเป็นห่วงเช่นนี้ไม่ใช่เฉพาะเพียงในเมืองไทย แต่เกิดขึ้นทุกแหล่งกระจายพันธุ์ ซึ่งพบอยู่เฉพาะบริเวณด้านตะวันออกของเทือกเขาหิมาลัย ในแถบตะวันออกสุดของอินเดีย ด้านตะวันตกและตะวันออกของพม่า ตะวันตกเฉียงใต้ของจีน และลงมาต่ำเพียงแค่ตอนเหนือสุดของไทยเท่านั้น
ไก่ฟ้าหางลายขวางชอบอาศัยอยู่ตามป่าสนสลับป่าก่อ หรือป่าโปร่งๆ ที่มีหญ้าปกคลุมบนภูเขาสูงตั้งแต่ 1,200-2,400 ม. สำหรับในเมืองไทยแหล่งธรรมชาติเช่นนี้พบอยู่ไม่มากนัก ส่วนใหญ่อยู่บนภูเขาทางภาคเหนือตอนบนเท่านั้น ถิ่นอาศัยของไก่ฟ้าหางลายขวางในบ้านเราจึงจำกัดอย่างยิ่ง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p> </p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-235" title="pheasant09" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/03/pheasant09.jpg" alt="pheasant09" width="500" height="383" /></p>
<p> </p>
<p>เช้าวันสุดท้ายที่เด่นหญ้าขัด&#8230;หลังผิดหวังอีกครั้งกับการเฝ้าดูไก่ฟ้าหางลายขวางบริเวณแนวกันไฟ ผมตัดสินใจใช้เวลาที่เหลือไม่มากนักพาสมาชิกออกไปเดินดูนกตามถนน</p>
<p>อาทิตย์ยามเช้าเริ่มทอแสงส่งไออุ่นลงมาเช่นนี้ เหมาะแก่การดูนกยิ่งนัก เพียงเดินไปไม่ไกลก็มีนกเล็กๆ ออกมาให้ดูหลายชนิด จนลืมไก่ฟ้าไปสนิทใจ แถมนกจับแมลงหัวสีฟ้าตัวเดิมยังลงมาให้ดูใกล้กว่าเมื่อวานนี้</p>
<p>ระหว่างนั้นผมได้ยินเสียงนกไต่ไม้ใหญ่ดังมาจากดงสนริมทาง ชวนให้ส่องกล้องขึ้นไปหาตามที่มาของเสียง แต่ยังมองไม่เห็นตัว จึงเดินเลยต่อไปยังทางโค้งเบื้องหน้า เพื่อหวังอาศัยมุมเปิดโล่งช่วยให้มองหานกได้ง่ายยิ่งขึ้น</p>
<p><span id="more-234"></span>ทันทีที่พ้นโค้ง สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้า ทำให้สายตาผมต้องรีบลดต่ำลง เมื่อเห็นนกขนาดใหญ่สองตัวเดินตามกันอยู่ทางด้านขวาของถนน ด้วยทางที่ลาดลงไปหาสันเขาช่วยให้ผมเห็นนกได้ชัดเจน&#8230;ลักษณะและสีสันต่างกันโดยสิ้นเชิงบอกให้ทราบได้ทันทีว่าเป็นตัวเมียที่เดินนำหน้า ส่วนตัวที่มีหางยาวและกำลังเดินตามไปต้อยๆ นั่นเป็นตัวผู้</p>
<p>“ไก่ฟ้าอยู่บนถนน มาดูเร็ว”<br />
เสียงผมเอ่ยเรียกคนอื่นๆ ทันทีที่เห็นภาพตื่นเต้นเบื้องหน้า</p>
<p>แม้ดังกว่ากระซิบเพียงเล็กน้อย แต่ทุกคนก็รีบเดินตามมายกกล้องดูอย่างพร้อมเพรียง ถึงไก่ฟ้าตัวเมียจะตัดสินใจวิ่งหนีลงหุบทางขวาไปก่อนแล้ว ทว่า! โชคดีที่ตัวผู้ดูเหมือนเกิดอาการสับสน เลือกวิ่งเหยาะๆ ข้ามถนนมาอีกฝั่งหนึ่ง ช่วยให้ทุกคนได้เห็นอย่างเต็มตา</p>
<p>หลังหยุดมองสถานการณ์อีกชั่วเสี้ยวนาทีตรงพงหญ้าริมทาง ไก่ฟ้าตัวผู้ก็ลับหายลงไปในหุบด้านซ้าย</p>
<p>แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว&#8230;สำหรับทุกคนที่ได้เห็นไก่ฟ้าหางลายขวางสมดังตั้งใจ<br />
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.</p>
<p> </p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-236" title="pheasant10" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/03/pheasant10.jpg" alt="pheasant10" width="500" height="375" /></p>
<p style="text-align: center;">ดอยเชียงดาว</p>
<p>เมื่อเอ่ยถึงไก่ฟ้าหางลายขวาง (Mrs Hume’s Pheasant / <em>Syrmaticus humiae</em>) นักดูนกทุกคนคงนึกถึงดอยเชียงดาว จ. เชียงใหม่ขึ้นมาทันที เพราะเทือกเขาหินปูนที่มียอดสูงสุดเป็นอันดับสามของประเทศแห่งนี้เป็นบ้านหลังใหญ่ของไก่ฟ้าที่ได้ชื่อว่าสวยมากที่สุดชนิดหนึ่งในโลก และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผืนป่าบริเวณนี้ได้รับการประกาศคุ้มครองให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521</p>
<p> </p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-237" title="pheasant02" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/03/pheasant02.jpg" alt="pheasant02" width="300" height="225" /></p>
<p style="text-align: center;">เขตกระจายพันธุ์ของไก่ฟ้าหางลายขวาง</p>
<p style="text-align: left;"> </p>
<p>ถึงจะพบได้บ่อยดอยเชียงดาว ไก่ฟ้าหางลายขวางยังจัดเป็นไก่ฟ้าที่หายากและมีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ สภาวะน่าเป็นห่วงเช่นนี้ไม่ใช่เฉพาะเพียงในเมืองไทย แต่เกิดขึ้นทุกแหล่งกระจายพันธุ์ ซึ่งพบอยู่เฉพาะบริเวณด้านตะวันออกของเทือกเขาหิมาลัย ในแถบตะวันออกสุดของอินเดีย ด้านตะวันตกและตะวันออกของพม่า ตะวันตกเฉียงใต้ของจีน และลงมาต่ำเพียงแค่ตอนเหนือสุดของไทยเท่านั้น</p>
<p>ไก่ฟ้าหางลายขวางชอบอาศัยอยู่ตามป่าสนสลับป่าก่อ หรือป่าโปร่งๆ ที่มีหญ้าปกคลุมบนภูเขาสูงตั้งแต่ 1,200-2,400 ม. สำหรับในเมืองไทยแหล่งธรรมชาติเช่นนี้พบอยู่ไม่มากนัก ส่วนใหญ่อยู่บนภูเขาทางภาคเหนือตอนบนเท่านั้น ถิ่นอาศัยของไก่ฟ้าหางลายขวางในบ้านเราจึงจำกัดอย่างยิ่ง ดังนั้นย่อมคาดเดาได้ไม่ยากว่า ภัยคุกคามพวกมันนอกจากจากการล่าแล้ว ย่อมไม่พ้นการสูญเสียถิ่นอาศัยจากการลักลอบตัดไม้และแผ้วถางป่าเพื่อเปลี่ยนแปลงเป็นพื้นที่เกษตรกรรม  โดยเฉพาะการเผาไร่และป่าตามเชิงเขาจนลุกลามขึ้นมาถึงพงหญ้าและป่าสนอันเป็นบ้านของไก่ฟ้าหางลายขวางในที่สุด</p>
<p> </p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-238" title="pheasant03" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/03/pheasant03.jpg" alt="pheasant03" width="500" height="333" /></p>
<p style="text-align: center;">ไก่ฟ้าหางลายขวางที่ดอยอ่างขาง</p>
<p> </p>
<p>ดอยอ่างขางและดอยปุยเป็นพื้นที่อีก 2 แห่งที่มีรายงานของไก่ฟ้าหางลายขวางอยู่เป็นประจำ แต่ดอยเชียงดาวถือว่าเป็นพื้นที่ที่มีประชากรไก่ฟ้าหางลายขวางอยู่มากที่สุด และยังเป็นจุดที่สามารถพบไก่ฟ้าชนิดนี้ได้ง่ายมาก จะถือโอกาสบอกว่าง่ายที่สุดในโลกก็ไม่เกินเลย โดยเฉพาะบริเวณเด่นหญ้าขัด หรือในชื่อเป็นทางการว่า หน่วยพิทักษ์ป่าขุนห้วยแม่กอก ด้วยเหตุที่มีธรรมชาติเหมาะสำหรับไก่ฟ้าหางลายขวางที่สุดและได้รับการดูแลคุ้มครองอย่างดีมายาวนาน</p>
<p>หากไม่ซุ้มเฝ้าดูอยู่บริเวณเส้นทางที่นกใช้เดินหากินประจำ&#8230;ยามเช้าตรู่ถือเป็นโอกาสดีที่สุดที่จะได้เห็นไก่ฟ้าหางลายขวางออกมาโชว์ตัวบนถนนหรือทางเดินตามสันเขา</p>
<p>ถ้าหากพันธุ์ไม้อัลไพน์เป็นสัญลักษณ์ของดอยเชียงดาวในพื้นที่สูงเทียมเมฆ ไก่ฟ้าหางลายขวางก็ย่อมเป็นตัวแทนของธรรมชาติในป่าสนบนดอยแห่งนี้<br />
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;</p>
<p> </p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-239" title="pheasant07" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/03/pheasant07.jpg" alt="pheasant07" width="350" height="467" /></p>
<p> </p>
<p>เมื่อสองปีที่แล้ว ผมเคยเห็นไก่ฟ้าหางลายขวางครั้งแรกที่เด่นหญ้าขัด และเป็นภาพประทับใจที่ยังติดตาเสมอ</p>
<p>ยามเช้าในเวลาไล่เลี่ยกัน ระหว่างเดินดูนกไปตามเส้นทางขึ้นสู่ยอดดอย ตอนนั้นผมกำลังเพลินกับบรรยากาศพิสุทธิ์ของผืนป่าสนท่ามกลางสายลมเย็นที่พัดผ่านสันเขา แล้วก็ไม่ลืมสอดส่ายสายตามองหาเป้าหมายบนพื้นดิน แต่ถึงจะพยายามเดินให้เงียบเพียงใด ก็ยังไม่มากพอที่จะปกปิดการมาถึงของตัวเองได้</p>
<p>ก่อนที่ผมจะทันเห็นว่ามีอะไรอยู่เบื้องหน้า ไก่ฟ้าหนุ่มตัวหนึ่งก็ร้องกระต๊ากดังขึ้นมาจากพงหญ้าสูงริมทางตามสัญชาตญาณ จากนั้นจึงบินขึ้นมาเหนือพงหญ้า แล้วกางปีกโผทิ้งตัวร่อนลงไปในหุบเขา ก่อนจะลับหายไปในพงหญ้ารกๆ อีกครั้ง</p>
<p>ด้วยอารามตกใจ&#8230;ทีแรก ผมนึกโมโหตัวเองที่มองหาไม่ดี จนทำให้ไก่ฟ้าตกใจบินหนีไปก่อน แต่วินาทีที่เห็นไก่ฟ้าหนุ่มตัวนั้นกางปีกพร้อมอวดหางยาวสลวยด้วยตาเปล่าอย่างชัดเจนตลอดเวลาที่นกร่อนลงไปในหุบเขา มันกลับกลายเป็นโอกาสได้เห็นภาพแสนประทับใจที่สุดครั้งหนึ่งในการดูนก&#8230;สำหรับนกที่สวยงามอย่างสมบูรณ์แบบเช่นนี้!!!</p>
<p>ไก่ฟ้าหางลายขวางตัวผู้ยามกางปีกบินตัวใหญ่กว่าที่คาดไว้มาก ทั้งยังเผยให้เห็นสีสันสดสวยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะปีกและลำตัวที่เปล่งสีแดงเข้มฉูดฉาดราวกับเปลวเพลิงกำลังลุกโชนอยู่เหนือพงหญ้าแห้งสีน้ำตาล ขณะที่หางสีขาวก็ทอดยาวและพลิ้วไหวไปตามสายลมที่พัดมาปะทะจนทำให้ลายบั้งสีน้ำตาลคล้ายกับขยับเป็นลอนคลื่น</p>
<p>ครั้งแรกที่ดอยเชียงดาวกับครั้งแรกที่เห็นไก่ฟ้าหางลายขวาง ช่างเป็นภาพอันเหลือเชื่อจนไม่มีทางคาดเดาล่วงหน้าได้เลย&#8230;แม้กระทั่งตอนที่นไก่ฟ้าหายลับไปในพงหญ้า&#8230;ผมยังนึกว่าฝันไปหรือเปล่า!!!<br />
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;</p>
<p> </p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-240" title="pheasant06" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/03/pheasant06.jpg" alt="pheasant06" width="500" height="397" /></p>
<p style="text-align: center;">Mikado&#8217;s Pheasant</p>
<p style="text-align: left;"> </p>
<p style="text-align: left;">หางยาวสลวยเหยียดตรงไม่เพียงเป็นจุดเด่นของไก่ฟ้าหางลายขวาง แต่ยังรวมไปถึงไก่ฟ้าชนิดอื่นในสกุลเดียวกันด้วย ไม่ว่าจะเป็น Elliot’s Pheasant / <em>S. ellioti</em>, Reeves’s Pheasant / <em>S. reevesii</em>, Mikado Pheasant / <em>S. mikado</em> และ Copper Pheasant / <em>S. soemmerringii</em> ซึ่งล้วนพบกระจายพันธุ์อยู่ตามป่าบนภูเขาสูงทางตะวันออกของเอเชีย โดย 2 ชนิดหลังพบประจำถิ่นเฉพาะบนเกาะไต้หวันและญี่ปุ่นตามลำดับ<br />
 <br />
ไก่ฟ้าเหล่านี้มีหางยาวเป็นเอกลักษณ์สมกับที่จัดอยู่ในสกุล <em>Syrmaticus </em>อันมีรากศัพท์จากภาษากรีก surma หรือ surmatos ซึ่งหมายถึง ชายกระโปรงยาวๆ ของชุดแต่งงานหรือชุดราตรีผู้หญิง ที่นำมาเปรียบเทียบกับหางยาวของไก่ฟ้าในสกุลนี้ จนเรียกง่ายๆ ว่า พวกไก่ฟ้าหางยาวได้อย่างเหมาะเจาะ</p>
<p style="text-align: left;"> </p>
<p style="text-align: left;"><img class="aligncenter size-full wp-image-241" title="pheasant08" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/03/pheasant08.jpg" alt="pheasant08" width="500" height="348" /></p>
<p> </p>
<p>ถึงตอนนี้ ชวนให้ผมนึกย้อนไปตอนที่เห็นไก่ฟ้าหางลายขวางครั้งล่าสุด ช่วงที่ไก่ฟ้าตัวผู้เลือกวิ่งข้ามถนนมาอีกฝั่งหนึ่ง จนทำให้สมาชิกคนอื่นได้เห็นอย่างชัดเจน นั่นอาจไม่ใช่เพราะมันสับสนก็ได้ จึงไม่ได้รีบเผ่นลงหุบใกล้ตัวตามคุณนายฮูมไปเสียก่อน</p>
<p>บางทีเหตุที่ไก่ฟ้าหนุ่มจำเป็นต้องเลือกเสี่ยงวิ่งข้ามถนนมาทางหุบเขาอีกฝั่งหนึ่ง อาจเป็นเพราะหางก็ได้!!!</p>
<p>หางยาวสลวยที่ดูสวยงามในสายตาของเราน่าจะเป็นอุปสรรคหากต้องวิ่งเข้าไปในป่าทึบหรือพื้นที่รกๆ แล้วหุบเขาฝั่งขวาที่ตัวเมียวิ่งนำไปก่อนก็รกทึบเต็มไปด้วยไม้ต้นใหญ่ๆ มากกว่าทางด้านซ้ายที่เป็นเพียงพงหญ้าท่ามกลางต้นไม้กระจายอยู่ห่างๆ</p>
<p>ความคุ้นเคยต่อสภาพแวดล้อมที่เดินหากินอยู่ทุกวันคงช่วยให้ไก่ฟ้าตัวผู้ตัดสินใจได้ทันทีว่าควรวิ่งหนีไปทางไหนถึงจะปลอดภัย และสามารถรักษาหางยาวให้คงรูปสวยได้ดีที่สุด</p>
<p>บางทีนกก็ต้องยอมเสี่ยงเพื่อรักษาอัตลักษณ์ของเผ่าพันธุ์เอาไว้&#8230;<br />
และนี่คงเป็นสาเหตุที่ทำให้ไก่ฟ้าหางลายขวางต้องเลือกอยู่คู่กับป่าสนเสมอ&#8230;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.abirdwatch.com/blog/?feed=rss2&amp;p=234</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กิ้งโครงสัญจร</title>
		<link>http://www.abirdwatch.com/blog/?p=223</link>
		<comments>http://www.abirdwatch.com/blog/?p=223#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 26 Feb 2010 08:35:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bird is all around]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.abirdwatch.com/blog/?p=223</guid>
		<description><![CDATA[ 

 
Bird is all around อีกแล้ว
คราวนี้เป็นคิวของนกกิ้งโครงสีกุหลาบ (Rosy Starling)&#8230;มาให้ตื่นเต้นถึงชานเมืองกรุง – ก็ตัวเดียวกับที่นายบ้านสวนฯ นำรูปมาโชว์ในเวบบอร์ดนั่นไง
นกกิ้งโครงสีกุหลาบตัวนี้เข้ามาอยู่ในบ้านจัดสรรแถวรังสิต คลอง 3 ของไข่ย้อย Go4Get (อย่างเงียบๆ) ตั้งแต่ช่วงหลังปีใหม่ จนหลายวันต่อมา เมื่อข่าวพบนกหายากแอบย่อง เอ๊ย! บินอพยพมาเยือนใกล้แค่ปลายจมูก – บรรดาเพื่อนนักดูนกก็พากันไปเยือนบ้านรังสิตแบบหัวกระไดไม่แห้ง
ลองพะยี่ห้อนกหายากแบบนี้ ใครจะไปอดใจไหว ไม่ได้เห็นกันง่ายๆ เนอะ!

ไปดูกันมาแล้วก็ไม่มีผิดหวัง – นกออกมาทักทายอย่างไม่เหนียมอาย พร้อมกับถือโอกาสทำตัวเนียนเข้ามากินกล้วยน้ำว้าที่เตรียมไว้ให้ แบบว่าไม่เกรงใจเจ้าถิ่นทั้งนกปรอดสวนและนกเอี้ยงหงอนบ้างเลย
จนบางคนคาใจ&#8230;ทำไมถึงใจกล้าบุกเข้ามาประชิดเมืองขนาดนี้ แถมยังออกลีลาฝักใฝ่ไปทางนกคอมมอน ไม่วางมาดวางฟอร์มให้สมดีกรี rarebird
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.
 

 
อันที่จริง&#8230;ถ้าจะมีนกอพยพกลุ่มใหญ่ที่สามารถพบได้ในเมือง (ไม่เฉพาะเพียงกรุงเทพฯ แต่รวมถึงเขตชุมชนทั่วไปในทุกพื้นที่) ก็ต้องยกให้พวกนกกิ้งโครงนี่แหละ!
ไม่ใช่เรื่องยากที่จะพบนกกลุ่มนี้ได้ในฤดูหนาวหรือช่วงเวลาที่ย้ายถิ่นผ่านเข้ามา พวกที่คอมมอนๆ ก็มีทั้งนกกิ้งโครงแกลบหัวเทา (Chestnut-tailed Starling) นกกิ้งโครงแกลบปีกขาว (White-shouldered Starling) หรือนกกิ้งโครงแกลบหลังม่วงดำ (Purple-backed Starling) – นักดูนกที่ชอบไปเก็บตกนกอพยพตามสวนลุมพินี สวนรถไฟ หรือสวนหลวง ร. 9 คงคุ้นเคยกันดีกับนกเหล่านี้
เมื่อสองปีก่อนยังเคยมีนกกิ้งโครงแกลบหลังม่วงดำยกพวกมากินโต๊ะบนต้นไทรภายในกรมอุทยานฯ บางเขน ให้นักดูนกฮือฮา&#8230;ช่างภาพได้ตามไปถ่ายรูปกันอย่างหฤหรรษ์อยู่ตั้งหลายวัน
 

 
หรือกระทั่งพวกที่มีสถานภาพเป็นนกหายากในเมืองไทย บางตัวมีเพียงเรคคอร์ดเดียวหรือสองเรคคอร์ดก็มาจากในเมืองซะงั้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p> </p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-224" title="Rosy Starling" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/02/Rosy-Starling.jpg" alt="Rosy Starling" width="500" height="343" /></p>
<p> </p>
<p>Bird is all around อีกแล้ว</p>
<p>คราวนี้เป็นคิวของนกกิ้งโครงสีกุหลาบ (Rosy Starling)&#8230;มาให้ตื่นเต้นถึงชานเมืองกรุง – ก็ตัวเดียวกับที่นายบ้านสวนฯ นำรูปมาโชว์ในเวบบอร์ดนั่นไง</p>
<p>นกกิ้งโครงสีกุหลาบตัวนี้เข้ามาอยู่ในบ้านจัดสรรแถวรังสิต คลอง 3 ของไข่ย้อย Go4Get (อย่างเงียบๆ) ตั้งแต่ช่วงหลังปีใหม่ จนหลายวันต่อมา เมื่อข่าวพบนกหายากแอบย่อง เอ๊ย! บินอพยพมาเยือนใกล้แค่ปลายจมูก – บรรดาเพื่อนนักดูนกก็พากันไปเยือนบ้านรังสิตแบบหัวกระไดไม่แห้ง</p>
<p>ลองพะยี่ห้อนกหายากแบบนี้ ใครจะไปอดใจไหว ไม่ได้เห็นกันง่ายๆ เนอะ!</p>
<p><span id="more-223"></span></p>
<p>ไปดูกันมาแล้วก็ไม่มีผิดหวัง – นกออกมาทักทายอย่างไม่เหนียมอาย พร้อมกับถือโอกาสทำตัวเนียนเข้ามากินกล้วยน้ำว้าที่เตรียมไว้ให้ แบบว่าไม่เกรงใจเจ้าถิ่นทั้งนกปรอดสวนและนกเอี้ยงหงอนบ้างเลย</p>
<p>จนบางคนคาใจ&#8230;ทำไมถึงใจกล้าบุกเข้ามาประชิดเมืองขนาดนี้ แถมยังออกลีลาฝักใฝ่ไปทางนกคอมมอน ไม่วางมาดวางฟอร์มให้สมดีกรี rarebird<br />
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.</p>
<p> </p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-225" title="chestnut-tailed" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/02/chestnut-tailed.jpg" alt="chestnut-tailed" width="500" height="333" /></p>
<p> </p>
<p>อันที่จริง&#8230;ถ้าจะมีนกอพยพกลุ่มใหญ่ที่สามารถพบได้ในเมือง (ไม่เฉพาะเพียงกรุงเทพฯ แต่รวมถึงเขตชุมชนทั่วไปในทุกพื้นที่) ก็ต้องยกให้พวกนกกิ้งโครงนี่แหละ!</p>
<p>ไม่ใช่เรื่องยากที่จะพบนกกลุ่มนี้ได้ในฤดูหนาวหรือช่วงเวลาที่ย้ายถิ่นผ่านเข้ามา พวกที่คอมมอนๆ ก็มีทั้งนกกิ้งโครงแกลบหัวเทา (Chestnut-tailed Starling) นกกิ้งโครงแกลบปีกขาว (White-shouldered Starling) หรือนกกิ้งโครงแกลบหลังม่วงดำ (Purple-backed Starling) – นักดูนกที่ชอบไปเก็บตกนกอพยพตามสวนลุมพินี สวนรถไฟ หรือสวนหลวง ร. 9 คงคุ้นเคยกันดีกับนกเหล่านี้</p>
<p>เมื่อสองปีก่อนยังเคยมีนกกิ้งโครงแกลบหลังม่วงดำยกพวกมากินโต๊ะบนต้นไทรภายในกรมอุทยานฯ บางเขน ให้นักดูนกฮือฮา&#8230;ช่างภาพได้ตามไปถ่ายรูปกันอย่างหฤหรรษ์อยู่ตั้งหลายวัน</p>
<p> </p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-229" title="red-bill" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/02/red-bill.jpg" alt="red-bill" width="500" height="361" /></p>
<p> </p>
<p>หรือกระทั่งพวกที่มีสถานภาพเป็นนกหายากในเมืองไทย บางตัวมีเพียงเรคคอร์ดเดียวหรือสองเรคคอร์ดก็มาจากในเมืองซะงั้น อย่างนกใหม่ของเมืองไทยทั้งนกกิ้งโครงแกลบแก้มสีน้ำตาลแดง (Chestnut-cheeked Starling) กับนกกิ้งโครงปากแดง (Red-billed Starling) ขนาดบินข้ามไปปรากฏตัวไกลถึง จ. ชุมพร ยังไม่วายไปหากินอยู่ในสนามกีฬากลางเมืองกับเค้าด้วย</p>
<p>ผมก็เคยมีประสบการณ์ให้ต้องตกใจกับนกกิ้งโครงหายากกลางเมืองมาแล้วเหมือนกัน เลยถือโอกาสขอเท้าความถึงที่มาของเหตุการณ์ชุมนุมทวิชเชอร์ครั้งแรกๆ ของเมืองไทยกันหน่อย</p>
<p>&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.</p>
<p> </p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-226" title="610" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/02/610.jpg" alt="610" width="500" height="351" /></p>
<p> </p>
<p>ถอยหลังไปในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2541&#8230;หลังจากเป็นวิทยากรนำดูนกอยู่ในสวนลุมพินีตั้งแต่เช้า จนได้เวลากลับตอนสายมากแล้ว ขณะเดินออกไปทางฝั่งถนนวิทยุ ผมยังไม่วายดูนกบริเวณสนามหญ้าริมทางไปเรื่อยๆ แม้จะมีแต่นกเอี้ยงหงอน (White-vented Myna) กับนกเอี้ยงสาริกา (Common Myna) เดินหากินอยู่หลายตัว</p>
<p>ทันใดนั้นเอง สายตาพลันไปสะดุดกับนกตัวหนึ่งที่เดินอยู่โดดเดี่ยวเดียวดายเพียงลำพัง รูปทรงแหลมๆ ของหัวต่างไปจากนกเอี้ยงทั้งสองชนิดนั้นโดยสิ้นเชิง เห็นแล้วก็บอกได้เลยว่าเป็นพวกนกกิ้งโครง แต่สีสันดันออกเทาๆ ไม่เหมือนทั้งนกเอี้ยงด่าง (Asian Pied Starling) นกกิ้งโครงคอดำ (Black-collared Starling) นกกิ้งโครงหัวสีนวล (Vinous-breasted Myna) ขาประจำของสวนลุมฯ นี่ซิ</p>
<p>เมื่อยกกล้องส่องเน้นให้ชัดเจนขึ้นก็เห็นแก้มสีขาวของนกตัวนั้นเด่นสะดุดตาขึ้นมา&#8230;ตรงนี้เองช่วยให้ผมจำแนกได้ว่าเป็น White-cheeked Starling</p>
<p>นี่มันรายงานที่สองของเมืองไทยนี่นา!!!</p>
<p>ถึงจะรู้ว่าเป็น White-cheeked Starling ก็ต้องยอมรับว่า ขณะนั้นงงมากที่จู่ๆ มาเจออยู่กลางเมืองแบบนี้ ไม่ใช่ว่าสับสนกับ very rare แต่กำลังเบลอว่า จะหาข้อมูลอะไรไปยืนยันว่าใช่จริงๆ&#8230;กล้องรึก็ไม่มี ทำไงดีหว่า! – แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า พี่ธี นกตะวันกำลังจัดกิจกรรมอบรมดูนกอยู่ในอาคารลุมพินีสถาน (ได้พยานแล้ว) จึงรีบเดินไปบอกให้พี่ธีและทีมงานมาดูด้วย</p>
<p>หลังจากนั้นคงนึกภาพออกว่า มีนักดูนกและช่างภาพแห่ไปดู White-cheeked Starling กันขนาดไหน (ก่อนถูก Indian Skimmer ลบสถิติที่แหลมผักเบี้ย) – เจ้านกตัวนี้ก็เชื่องมาก เดินไปเดินมาให้ดูและถ่ายภาพได้ใกล้ๆ ไม่มีอาการตื่นกลัวว่ามาต่างถิ่น – จนถูกตั้งข้อสงสัยว่า ฤาจะเป็นนกหลุด!</p>
<p>ผมเลยชักไม่ไว้ใจเจ้านกตัวนี้ ต้องไปปรึกษากับอาจารย์ปู่เปรี้ยวปรี๊ด จนได้ข้อสรุปร่วมกันว่า ถ้านกอยู่เลยเดือนเมษายนไปแล้ว เกิดไม่ยอมกลับไปไหน – คงต้องฟันธงว่าเป็นนกหลุดแน่ๆ</p>
<p>ครั้นถึงเดดไลน์ White-cheeked Starling ตัวนั้นก็ไปแล้วไปลับ ไม่กลับมาอีกเลย – ทิ้งไว้เพียงชื่อไทย “นกกิ้งโครงแก้มขาว” ให้ดูต่างหน้า</p>
<p>เฮ้อ! โล่งอกไปที!!!<br />
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..</p>
<p> </p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-227" title="white-vented" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/02/white-vented.jpg" alt="white-vented" width="500" height="334" /></p>
<p> </p>
<p>กลับมาว่ามูลเหตุที่พบนกกิ้งโครงหายากได้ในเมืองกันต่อ&#8230;เรื่องนี้ก็ไม่ได้อะไรพิเศษหรอก มาจากพฤติกรรมของนกล้วนๆ พวกนกกิ้งโครงทั้งหลายเป็นนกที่ชอบอาศัยอยู่ตามชุมชนอยู่แล้ว ทั้งในเมือง หรือเลยเถิดออกไปตามทุ่งโล่งๆ และพื้นที่เกษตรกรรม – ดูง่ายๆ เอากับบรรดานกกิ้งโครงและนกเอี้ยงที่อยู่ประจำถิ่นในบ้านเราก็ได้</p>
<p>มีผิดแผกจากพี่น้องก็เพียงนกกิ้งโครงปีกลาย (Spot-winged Starling) ที่หลงใหลผืนป่าตะวันตก</p>
<p>ถึงจะมาจากแดนไกล มิได้หมายความว่า จะต้องเบี่ยงเบนนิสัย เมื่อกลับไปถึงบ้านเกิด นกพวกนี้ก็ไปหากินอยู่ตามชุมชนและในทุ่งเหมือนกัน – ผมเองมีประสบการณ์ตรงกับนกกิ้งโครงแก้มขาว ตอนไปญี่ปุ่นยังเจอเกาะกินลูกไม้อยู่ในบริเวณบ้านเป็นฝูง (ถึงได้รู้ว่าเป็น White-cheeked Starling ไง)</p>
<p> </p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-228" title="roseling05" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/02/roseling05.jpg" alt="roseling05" width="300" height="460" /></p>
<p> </p>
<p>นกกิ้งโครงหายากในบ้านเราล้วนเป็นนกคอมมอนในบ้านเกิด พบเห็นได้ทั่วไป เพียงแต่บินเลยมาถึงเมืองไทยไม่มากนัก สถานภาพจึงกลายเป็น rare ถึง very rare ขนาดนั้นนกก็ยังไม่ทิ้งพฤติกรรมเดิม เลยมาทำตัวคุ้นเคยให้ตื่นเต้นถึงในบ้าน</p>
<p>แถมยังมาติดใจกล้วยน้ำว้า – แหม! ก็นานทีถึงจะได้ลิ้มรสผลไม้ไทยนี่นา!!!</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.abirdwatch.com/blog/?feed=rss2&amp;p=223</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เขตปลอดนกพิราบ</title>
		<link>http://www.abirdwatch.com/blog/?p=213</link>
		<comments>http://www.abirdwatch.com/blog/?p=213#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 13 Feb 2010 12:56:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[On the wings of love]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.abirdwatch.com/blog/?p=213</guid>
		<description><![CDATA[ 

 
เป็นเรื่องอีกแล้ว สำหรับนกพิราบที่ท้องสนามหลวง
ก็มาจากเหตุเดิมๆ&#8230;กทม. ต้องการปรับปรุงภูมิทัศน์ของสนามหลวงให้ดูดีมีราศีอีกครั้ง
แล้วฝูงนกพิราบดูเหมือนจะเป็นส่วนเกินสำหรับแผนรีโนเวท (ทุกที)
จนทำให้ต้องหาทางจับไปปล่อยให้ไกลๆ
แน่นอน&#8230;ต้องมีผู้ไม่เห็นด้วย ออกมาคัดค้าน&#8230;ทั้งคนรักสัตว์และผู้ได้รับผลกระทบ
สำหรับแผนจับนกพิราบสนามหลวงครั้งล่าสุดนี้&#8230;
กทม. เตรียมการมาอย่างดี พร้อมกับทำความเข้าใจกับทุกฝ่าย เรื่องจึงเรียบร้อยลงได้
ส่วนแผนการจะสำเร็จตามเป้าหรือไม่ นกพิราบจะลดลงแค่ไหน ต้องติดตามดูกันต่อไป
แต่มิใช่ดูแคลน&#8230;ตราบใดที่ กทม. ยังแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ&#8230;
นกพิราบก็คงกลับมาเพิ่มจำนวนให้ไล่จับกันอีกเรื่อยๆ!!!
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.


 
สาเหตุที่ต้องอพยพนกพิราบไปจากสนามหลวงอีกครั้งมาจากทาง กทม. กำลังดำเนินแผนงาน “ การปรับปรุงภูมิทัศน์สภาพแวดล้อมและปัญหาสังคมในพื้นที่สนามหลวงและปริมณฑล” ตามแผนต้องปิดสนามหลวงนาน 10 เดือน ตั้งแต่ 1 ก.พ. จนถึง 30 พ.ย. ปีนี้ และงานนี้ต้องเคลื่อนย้ายนกพิราบกว่า 10,000 ตัวออกไปจากพื้นที่สนามหลวงพร้อมกับคนเร่ร่อนและขอทาน!!!
นึกภาพนกจำนวนมากขนาดนี้แล้วก็ไม่น่าแปลกใจที่ กทม. บอกว่า แต่ละปีผู้รับผิดชอบดูแลต้องเสียเงินนับล้านไปกับการบูรณะโบราณสถาน พระบรมมหาราชวัง วัดพระแก้ว มหาวิทยาลัยธรรมชาติ และศาลฎีกาจากความสกปรกและทรุดโทรมเพราะเปรอะเปื้อนมูลของนกพิราบเหล่านี้
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวและสร้างภาพสวยงามให้แก่เกาะรัตนโกสินทร์ แผนจับนกพิราบจึงได้เริ่มต้นอีกครั้ง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับข่าวการจับนกพิราบ ทุกคราวที่มีการปรับปรุงพื้นที่สนามหลวง ไม่ว่าเพื่อจัดภูมิทัศน์หรือเตรียมการสำหรับจัดงานสำคัญ – นกพิราบต้องกลายเป็นส่วนเกินทุกที
 

 
ย้อนไปถึงครั้งที่โหดร้ายและครึกโครมที่สุดในปี พ.ศ. 2539 ตอนนั้นสนามหลวงถูกใช้เป็นสถานที่ตั้งพระเมรุมาศถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี แล้วก็เกิดข่าวน่าสลดเมื่อนกพิราบที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นถูกวางยาเบื่อจนตกมาตายหลายร้อยตัว ทำให้ กทม. ตกเป็นจำเลยและถูกโจมตีจากผู้รักสัตว์อย่างหนัก กว่าจะรู้ว่าเพชรฆาตตัวจริงเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างพระเมรุมาศที่ต้องการลงโทษนกพิราบในข้อหาบังอาจถ่ายมูลลงมาเลอะเทอะพระเมรุมาศ จนไม่สามารถส่งมอบงานได้เสียที
ครั้งล่าสุดเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสองปีที่แล้ว คราวนี้ กทม. ต้องลงมือขับไล่นกพิราบเอง เพื่อเตรียมสถานที่สำหรับจัดงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระพี่นางเธอ โดยให้สำนักอนามัยฉีดพ่นสารสกัดจากเมล็ดองุ่นเพื่อไล่นก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p> </p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-214" title="Pigeon01" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/02/Pigeon01.jpg" alt="Pigeon01" width="500" height="335" /></p>
<p> </p>
<p>เป็นเรื่องอีกแล้ว สำหรับนกพิราบที่ท้องสนามหลวง<br />
ก็มาจากเหตุเดิมๆ&#8230;กทม. ต้องการปรับปรุงภูมิทัศน์ของสนามหลวงให้ดูดีมีราศีอีกครั้ง<br />
แล้วฝูงนกพิราบดูเหมือนจะเป็นส่วนเกินสำหรับแผนรีโนเวท (ทุกที)<br />
จนทำให้ต้องหาทางจับไปปล่อยให้ไกลๆ</p>
<p>แน่นอน&#8230;ต้องมีผู้ไม่เห็นด้วย ออกมาคัดค้าน&#8230;ทั้งคนรักสัตว์และผู้ได้รับผลกระทบ</p>
<p>สำหรับแผนจับนกพิราบสนามหลวงครั้งล่าสุดนี้&#8230;<br />
กทม. เตรียมการมาอย่างดี พร้อมกับทำความเข้าใจกับทุกฝ่าย เรื่องจึงเรียบร้อยลงได้</p>
<p>ส่วนแผนการจะสำเร็จตามเป้าหรือไม่ นกพิราบจะลดลงแค่ไหน ต้องติดตามดูกันต่อไป<br />
แต่มิใช่ดูแคลน&#8230;ตราบใดที่ กทม. ยังแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ&#8230;<br />
นกพิราบก็คงกลับมาเพิ่มจำนวนให้ไล่จับกันอีกเรื่อยๆ!!!<br />
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.</p>
<p><span id="more-213"></span></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-215" title="Pigeon02" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/02/Pigeon02.jpg" alt="Pigeon02" width="500" height="375" /></p>
<p> </p>
<p>สาเหตุที่ต้องอพยพนกพิราบไปจากสนามหลวงอีกครั้งมาจากทาง กทม. กำลังดำเนินแผนงาน “ การปรับปรุงภูมิทัศน์สภาพแวดล้อมและปัญหาสังคมในพื้นที่สนามหลวงและปริมณฑล” ตามแผนต้องปิดสนามหลวงนาน 10 เดือน ตั้งแต่ 1 ก.พ. จนถึง 30 พ.ย. ปีนี้ และงานนี้ต้องเคลื่อนย้ายนกพิราบกว่า 10,000 ตัวออกไปจากพื้นที่สนามหลวงพร้อมกับคนเร่ร่อนและขอทาน!!!</p>
<p>นึกภาพนกจำนวนมากขนาดนี้แล้วก็ไม่น่าแปลกใจที่ กทม. บอกว่า แต่ละปีผู้รับผิดชอบดูแลต้องเสียเงินนับล้านไปกับการบูรณะโบราณสถาน พระบรมมหาราชวัง วัดพระแก้ว มหาวิทยาลัยธรรมชาติ และศาลฎีกาจากความสกปรกและทรุดโทรมเพราะเปรอะเปื้อนมูลของนกพิราบเหล่านี้</p>
<p>เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวและสร้างภาพสวยงามให้แก่เกาะรัตนโกสินทร์ แผนจับนกพิราบจึงได้เริ่มต้นอีกครั้ง</p>
<p>นี่ไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับข่าวการจับนกพิราบ ทุกคราวที่มีการปรับปรุงพื้นที่สนามหลวง ไม่ว่าเพื่อจัดภูมิทัศน์หรือเตรียมการสำหรับจัดงานสำคัญ – นกพิราบต้องกลายเป็นส่วนเกินทุกที</p>
<p> </p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-216" title="Pigeon03" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/02/Pigeon03.jpg" alt="Pigeon03" width="500" height="375" /></p>
<p> </p>
<p>ย้อนไปถึงครั้งที่โหดร้ายและครึกโครมที่สุดในปี พ.ศ. 2539 ตอนนั้นสนามหลวงถูกใช้เป็นสถานที่ตั้งพระเมรุมาศถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี แล้วก็เกิดข่าวน่าสลดเมื่อนกพิราบที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นถูกวางยาเบื่อจนตกมาตายหลายร้อยตัว ทำให้ กทม. ตกเป็นจำเลยและถูกโจมตีจากผู้รักสัตว์อย่างหนัก กว่าจะรู้ว่าเพชรฆาตตัวจริงเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างพระเมรุมาศที่ต้องการลงโทษนกพิราบในข้อหาบังอาจถ่ายมูลลงมาเลอะเทอะพระเมรุมาศ จนไม่สามารถส่งมอบงานได้เสียที</p>
<p>ครั้งล่าสุดเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสองปีที่แล้ว คราวนี้ กทม. ต้องลงมือขับไล่นกพิราบเอง เพื่อเตรียมสถานที่สำหรับจัดงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระพี่นางเธอ โดยให้สำนักอนามัยฉีดพ่นสารสกัดจากเมล็ดองุ่นเพื่อไล่นก แม้เป็นโทษสถานเบา แต่ยังไม่วายโดนโจมตีอยู่ดี แถมยังไล่นกได้เพียงชั่วคราว</p>
<p>ไม่ช้าไม่นาน&#8230;นกพิราบก็กลับมาอีกอย่างที่เห็นอยู่</p>
<p>มาถึงครั้งใหม่หมาด กทม. เตรียมแผนรัดกุมมากขึ้น ลงทุนสร้างกรงขนาดใหญ่ไว้ล่วงหน้าหลายสัปดาห์เพื่อเตรียมดักนก ระหว่างนั้นก็โปรยอาหารล่อให้นกเข้ามากินจนเกิดความเคยชิน แล้วปิดกรงจับขังไว้ วิธีนี้จะได้ไม่ถูกครหาว่ารังแกสัตว์เหมือนใช้ยาเบื่อ สารเคมี หรือตาข่ายดัก จากนั้นเมื่อผ่านขบวนการให้นกปลอดเชื้อแล้ว จะได้เคลื่อนย้ายไปเลี้ยงในสถานที่ปิดตามต่างจังหวัดต่อไป – คงกะจะไม่ให้นกกลับมาอึที่นี่อีกเลย!<br />
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;</p>
<p> </p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-217" title="Pigeon04" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/02/Pigeon04.jpg" alt="Pigeon04" width="500" height="375" /></p>
<p> </p>
<p>ทำไมนกพิราบถึงได้ชอบสนามหลวง&#8230;</p>
<p>คำถามนี้ตอบง่ายมาก ถ้าเราเข้าใจถึงพฤติกรรมของนกในธรรมชาติ ในเมื่อที่ไหนมีอาหารสมบูรณ์หากินได้ง่าย พรั่งพร้อมด้วยแหล่งสร้างรังแสนสะดวกและปลอดภัย&#8230;นกก็ต้องชื่นชอบอยู่แล้ว แต่ทั้งนี้จำนวนของนกก็ต้องขึ้นอยู่กับปริมาณอาหารและพื้นที่สร้างรัง ซึ่งเป็นตัวควบคุมให้ประชากรของนกพอเหมาะกับพื้นที่บริเวณนั้น</p>
<p>เมื่อย้อนกลับไปดูตัวเลขกว่า 10,000 ตัวของของนกพิราบที่สนามหลวง รวมทั้งเกาะรัตนโกสินทร์โดยรอบ ต้องยอมรับว่าเป็นจำนวนมากมายเกินปกติ เรื่องนี้เป็นผลสืบเนื่องจากปัจจัยที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตของนกพิราบอย่างที่บอก</p>
<p>อย่างแรกก็คือแหล่งสร้างรัง – รอบเกาะรัตนโกสินทร์มีอยู่มากเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นใต้หลังคา ตามกันสาด หรือซอกอาคารทั้งเก่าและใหม่ แถมยังรับประกันความปลอดภัยเสียด้วย</p>
<p>ปัจจัยสำคัญที่ตามมาไม่พ้นอาหาร ต้องบอกว่าที่สนามหลวงมีแจกให้ไม่อั้น ใครผ่านไปสนามหลวงคงสังเกตเห็นมีคนนำอาหารมาขายให้ผู้ใจบุญโปรยให้นกพิราบกินทั้งวัน นกก็หมุนเวียนมากินจนอ้วนพีสมบูรณ์พูนสุข มีเรี่ยวแรงขยายพันธุ์ได้ตลอดทั้งปีตามพฤติกรรม ทั้งยังเลี้ยงลูกให้รอดได้มาก – จำนวนนับหมื่นเป็นหลักฐานชัดเจน</p>
<p>ที่สำคัญ&#8230;เมื่อกินเข้าไปเยอะ ก็ต้องถ่ายแยะเป็นธรรมดา <br />
แล้วอะไรที่มันมากเกินไป ก็ย่อมไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน โดยเฉพาะอึนก!!!</p>
<p> </p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-219" title="Pigeon06" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/02/Pigeon061.jpg" alt="Pigeon06" width="500" height="375" /></p>
<p> </p>
<p>ดังนั้นวิธีแก้ปัญหานกพิราบที่สนามหลวงอย่างยั่งยืนก็ต้องพยายามลดประชากรลงให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม โดยตัดวงจรที่เอื้อประโยชน์ต่อการเพิ่มจำนวนอย่างโอเวอร์ การควบคุมเรื่องรังอาจเป็นงานยาก แต่สำหรับอาหารอยู่ในวิสัยที่ กทม. กระทำได้ เพียงห้ามให้อาหารนกพิราบรอบสนามหลวงอย่างเด็ดขาด หรือถ้าไม่สามารถจำกัดสิทธิได้ ก็ใช้วิธีห้ามขายอาหารนกดูจะง่ายกว่า – เพราะคนที่นำอาหารมาให้ด้วยตนเองนั้นมีไม่มาก ส่วนใหญ่มักถูกยัดเยียดจากคนขาย ซึ่งทำตัวคล้ายนักเลงมากกว่าพ่อค้าแม่ค้า (ก็ไม่รู้ว่าเจ้าหน้าที่ กทม. ปล่อยไว้ได้อย่างไร)</p>
<p>กรณีที่อาจมีผู้กังวลว่า จะทำให้นกขาดอาหาร ก็ต้องทำความเข้าใจให้ทราบ นี่เป็นการแก้ปัญหาในระยะยาวเพื่อควบคุมประชากรให้เป็นไปตามวงจรชีวิตปกติ จะได้ไม่สร้างความเดือดร้อนจนต้องไล่กำจัดอีก เพราะนกพิราบสามารถหาเมล็ดพืช ผลไม้ ตลอดจนเศษอาหารได้ตามธรรมชาติอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่มีเหลือเฟือเหมือนก่อน หรือถ้านกบางส่วนคิดว่าบริเวณสนามหลวงมีอาหารน้อยลง ก็คงเลือกแยกย้ายไปหากินและอยู่ที่อื่น แทนที่จะชักชวนกันมาอยู่ที่นี่ &#8211; ซึ่งเป็นการช่วยลดจำนวนนกที่สนามหลวงได้โดยตรง</p>
<p>หากทำได้เช่นนี้&#8230;อีกไม่นานจำนวนนกพิราบที่สนามหลวงก็จะค่อยๆ ลดลงกระทั่งอยู่ในระดับสมดุลตามธรรมชาติ ซึ่งแม้ห้ามให้นกเลิกถ่ายมูลไม่ได้ แต่ไม่เป็นปัญหาใหญ่ให้ต้องจับไปปล่อยไกลๆ เหมือนตอนนี้</p>
<p>และนกพิราบก็คงไม่ถูกมองว่าเป็นส่วนเกินของสนามหลวงอีกต่อไป!!!</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.abirdwatch.com/blog/?feed=rss2&amp;p=213</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นกอินทรี ของดีเมืองเพชร</title>
		<link>http://www.abirdwatch.com/blog/?p=194</link>
		<comments>http://www.abirdwatch.com/blog/?p=194#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 04 Feb 2010 08:18:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Free as a bird]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.abirdwatch.com/blog/?p=194</guid>
		<description><![CDATA[
“เขาวังคู่บ้าน ขนมหวาน เมืองพระ
เลิศล้ำศิลปะ แดนธรรมะ ทะเลงาม”

คำขวัญของจังหวัดเพชรบุรีว่าไว้เช่นนั้น
แต่ละสิ่ง แต่ละอย่างที่ยกมาล้วนเป็นจุดเด่นสมเอกลักษณ์ของเมืองพระนครคีรี ทั้งโบราณสถาน งานศิลปะ วัดวาอาราม แหล่งท่องเที่ยว และขนมคู่เมือง
ทว่าจากนี้ไป&#8230;อาจต้องมีถ้อยคำเสริมเติมเติมจุดเด่นเข้าไปอีก
เพราะตอนนี้&#8230;ของดีเมืองเพชรถูกค้นพบอีกอย่างหนึ่งแล้วกลางทุ่งนาบ้านหนองปลาไหล
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;


เมื่อวันที่ 17 มกราคมที่ผ่านมามีการจัดงาน “เทศกาลดูนกอินทรี ของดีเมืองเพชร” ขึ้นที่บริเวณริมทุ่งนาบ้านหนองปลาไหล อ. เขาย้อย จ. เพชรบุรี
อันว่านกอินทรีนั้น&#8230;ไม่จำเป็นต้องเป็นนักดูนกย่อมรู้จักกันดี แล้วคงเคยเห็นหน้าค่าตาจากในหนังสือหรือจอทีวีกันมาแล้ว – ว่าแต่มีสักกี่คนที่เคยเห็นตัวจริง แม้นักดูนกเองก็เถอะ!!!
เป็นเช่นนี้ &#8220;เทศกาลดูนกอินทรี ของดีเมืองเพชร&#8221; ย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน – ดังนั้นเพื่อพิสูจน์ว่าของเค้าดีจริงมั้ย ผมเลยชวนพรรคพวกไปร่วมเป็นสักขีพยานในงานนี้ด้วย
ผมกับตุ๋ย ท่าจีนออกจากกรุงเทพฯ ก่อนรุ่งสาง ไปแวะรับพี่แมว โคกขามกับตี๋ สปูนบิลที่ตลาดมหาชัย จากนั้นมุ่งหน้าไปตามถนนพระราม 2 แล้วต่อเข้าถนนเพชรเกษมที่แยกวังมะนาว พอเลยเขาย้อยไปไม่ไกล ก็เห็นป้ายโปรโมทงานดูนกอินทรีดักอยู่ริมทางซ้ายมือเป็นหมายช่วยนำทางไปถึงบ้านหนองปลาไหลได้สะดวกมาก
พวกเราไปถึงสถานที่จัดงานบนลานตากข้าวตอนเจ็ดโมงครึ่ง เห็นคนยังบางตา งั้นขอผ่านไปดูนกก่อนดีกว่า

เมื่อเลยต่อไปอีกราว 1 กม. ก็มองเห็นรถลงจอดอยู่ในทุ่งนาแห้งๆ 3 คัน แน่ใจได้ว่าต้องเป็นพวกนักดูนกและช่างภาพ ถือโอกาสเลี้ยวตามลงไปด้วยดีกว่า พอลงจากรถก็ไม่ผิดหวัง มีฝูงเหยี่ยวดำ (Black Kite) คอยต้อนรับอยู่หลายตัว เช้าตรู่แบบนี้มวลอากาศร้อนยังไม่ลอยตัว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-195" title="eagle01" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/02/eagle01.jpg" alt="eagle01" width="500" height="352" /></p>
<p><em>“เขาวังคู่บ้าน ขนมหวาน เมืองพระ<br />
เลิศล้ำศิลปะ แดนธรรมะ ทะเลงาม”<br />
</em><br />
คำขวัญของจังหวัดเพชรบุรีว่าไว้เช่นนั้น<br />
แต่ละสิ่ง แต่ละอย่างที่ยกมาล้วนเป็นจุดเด่นสมเอกลักษณ์ของเมืองพระนครคีรี ทั้งโบราณสถาน งานศิลปะ วัดวาอาราม แหล่งท่องเที่ยว และขนมคู่เมือง</p>
<p>ทว่าจากนี้ไป&#8230;อาจต้องมีถ้อยคำเสริมเติมเติมจุดเด่นเข้าไปอีก<br />
เพราะตอนนี้&#8230;ของดีเมืองเพชรถูกค้นพบอีกอย่างหนึ่งแล้วกลางทุ่งนาบ้านหนองปลาไหล<br />
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;</p>
<p><span id="more-194"></span></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-196" title="eagle02" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/02/eagle02.jpg" alt="eagle02" width="500" height="375" /></p>
<p>เมื่อวันที่ 17 มกราคมที่ผ่านมามีการจัดงาน “เทศกาลดูนกอินทรี ของดีเมืองเพชร” ขึ้นที่บริเวณริมทุ่งนาบ้านหนองปลาไหล อ. เขาย้อย จ. เพชรบุรี</p>
<p>อันว่านกอินทรีนั้น&#8230;ไม่จำเป็นต้องเป็นนักดูนกย่อมรู้จักกันดี แล้วคงเคยเห็นหน้าค่าตาจากในหนังสือหรือจอทีวีกันมาแล้ว – ว่าแต่มีสักกี่คนที่เคยเห็นตัวจริง แม้นักดูนกเองก็เถอะ!!!</p>
<p>เป็นเช่นนี้ &#8220;เทศกาลดูนกอินทรี ของดีเมืองเพชร&#8221; ย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน – ดังนั้นเพื่อพิสูจน์ว่าของเค้าดีจริงมั้ย ผมเลยชวนพรรคพวกไปร่วมเป็นสักขีพยานในงานนี้ด้วย</p>
<p>ผมกับตุ๋ย ท่าจีนออกจากกรุงเทพฯ ก่อนรุ่งสาง ไปแวะรับพี่แมว โคกขามกับตี๋ สปูนบิลที่ตลาดมหาชัย จากนั้นมุ่งหน้าไปตามถนนพระราม 2 แล้วต่อเข้าถนนเพชรเกษมที่แยกวังมะนาว พอเลยเขาย้อยไปไม่ไกล ก็เห็นป้ายโปรโมทงานดูนกอินทรีดักอยู่ริมทางซ้ายมือเป็นหมายช่วยนำทางไปถึงบ้านหนองปลาไหลได้สะดวกมาก</p>
<p>พวกเราไปถึงสถานที่จัดงานบนลานตากข้าวตอนเจ็ดโมงครึ่ง เห็นคนยังบางตา งั้นขอผ่านไปดูนกก่อนดีกว่า</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-197" title="eagle03" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/02/eagle03.jpg" alt="eagle03" width="500" height="375" /></p>
<p>เมื่อเลยต่อไปอีกราว 1 กม. ก็มองเห็นรถลงจอดอยู่ในทุ่งนาแห้งๆ 3 คัน แน่ใจได้ว่าต้องเป็นพวกนักดูนกและช่างภาพ ถือโอกาสเลี้ยวตามลงไปด้วยดีกว่า พอลงจากรถก็ไม่ผิดหวัง มีฝูงเหยี่ยวดำ (Black Kite) คอยต้อนรับอยู่หลายตัว เช้าตรู่แบบนี้มวลอากาศร้อนยังไม่ลอยตัว เหยี่ยวดำเลยยังบินโฉบเฉี่ยวไปมาต่ำๆ หรือไม่ก็ยืนเด่นอยู่บนพื้นดิน</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-198" title="eagle4" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/02/eagle4.jpg" alt="eagle4" width="500" height="334" /></p>
<p>ฝูงเหยี่ยวดำกลางทุ่งนาถือเป็นภาพปกติในแถบเขาย้อยตอนฤดูหนาว เพราะมีเหยี่ยวดำหลายร้อยตัวอพยพเข้ามาอยู่ที่นี่เป็นประจำทุกปี ฝูงเหยี่ยวเหล่านี้พากันเข้ามายึดดงตาลชายทุ่งเป็นที่เกาะหลับนอนในยามค่ำคืน หลังจากบินตระเวนออกไปหากินตอนวัน</p>
<p>ขณะกำลังส่องกล้องอุ่นเครื่องกับเหยี่ยวสีคล้ำๆ ตี๋ โคกขามก็รีบชิงเก็บข้อมูลทันที<br />
<em>“ เหยี่ยวดำนี่ดูเผินๆ คล้ายกับเหยี่ยวแดงตัวเด็กแถวบ้าน แล้วจะแยกได้ไงเนี่ย”</em></p>
<p>แน่ละ! ถ้าตัวหนุ่มเต็มวัยมาเปรียบกัน ย่อมฟันธงได้จากสีต่างกันสมชื่อ แต่ถ้าเป็นเหยี่ยวแดง (Brahminy Kite) ช่วงวัยอ่อนดันมีสีคล้ำคล้ายกับเหยี่ยวดำซะนี่ – ถ้างั้นให้ดูตอนนกบิน เหยี่ยวดำจะมีหางแฉก ส่วนเหยี่ยวแดงมีหางมน – ง่ายๆ แค่นี้จำไว้ให้ดี</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-199" title="eagle05" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/02/eagle05.jpg" alt="eagle05" width="500" height="350" /></p>
<p>การดูนกกลางทุ่งนายามเช้าตรู่นับว่าเป็นกิจกรรมแสนหฤหรรษ์ยิ่งนัก สายลมพัดโชยมาเบาๆ ท่ามกลางแสงแดดอ่อนโยนให้ความรู้สึกราวกับมาพักผ่อนตากอากาศ ทุ่งนาโล่งกว้างหลังเก็บเกี่ยวยังช่วยให้มองหานกได้ง่ายมาก – ว่าแล้วก็มีนกตัวใหญ่สีดำๆ โผบินจากพื้นดินขึ้นไปเกาะอยู่บนต้นตาล ตัวใหญ่ขนาดนี้ แค่มองด้วยตาเปล่าก็รู้ว่าเป็นนกอินทรี แต่นกไปเกาะอยู่ไกลเกินกว่าจะพึ่งไบนอคได้ อย่างนี้ต้องอาศัยเทเลสโคปช่วยจำแนก – ทันทีส่องไปเห็นแถบสีขาวบนปีก คำตอบก็ผุดขึ้นโดยอัตโนมัติ<br />
“นกอินทรีปีกลาย (Greater Spotted Eagle)”</p>
<p>พรรคพวกทั้งสามคนตื่นเต้นกันมากที่เห็นนกอินทรีได้ง่ายขนาดนี้ ทั้งยังตะลึงกับขนาดใหญ่โตบิ๊กบักเอ้บ ขนาดพี่แมวบอกว่าเคยเห็นนกอินทรีจากสารคดีทางทีวีบ่อยๆ ยังเผลออุทาน<br />
<em>“คิดไม่ถึง ตัวจริงจะใหญ่ขนาดนี้”</em></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-200" title="eagle06" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/02/eagle06.jpg" alt="eagle06" width="500" height="375" /></p>
<p>ผมเลยให้ข้อมูลเพิ่มเติม อันว่านกอินทรีมีอยู่หลายประเภท แต่นกอินทรีที่จัดเป็นนกอินทรีขนาดใหญ่จริงๆ นั้นอยู่ในสกุล <em>Aquila</em> ซึ่งเรียกว่าเป็นพวกนกอินทรีแท้ขนาดใหญ่ ทั่วโลกมีอยู่สิบกว่าชนิด และพบย้ายถิ่นเข้ามาในบ้านเรา 5 ชนิด ทุกชนิดจัดเป็นนกหายากถึงยากมาก แต่ก็พบได้ที่เขาย้อยถึง 4 ชนิด คือนกอินทรีปีกลาย (Greater Spotted Eagle) ที่กำลังดูอยู่ นกอินทรีทุ่งหญ้าสเตป (Steppe Eagle) นกอินทรีหัวไหล่ขาว (Imperial Eagle) แล้วตอนนี้มีนกอินทรีเล็ก (Booted Eagle) ถูกอัพเกรดรวมเป็นพวกอินทรีแท้ด้วยอีกตัวนึง</p>
<p>พี่แมวยังถามต่อไปอีก<br />
<em>“แล้วนกพวกนี้มาจากไหน”</em></p>
<p>นกอินทรีก็เหมือนนกที่อพยพเข้ามาในบ้านเราส่วนใหญ่ นกเหล่านี้มีแหล่งขยายพันธุ์อยู่ทางตอนเหนือของทวีปเอเชีย พอถึงช่วงฤดูหนาวที่มีสภาวะอากาศทารุณ จะอยู่หรือหากินก็ยากเข็ญ นกจึงต้องย้ายถิ่นลงมาทางใต้ มีบางส่วนพักอยู่ในเมืองไทยหลายเดือน ขณะที่บางส่วนก็บินเลยต่อไปอีก โดยเฉพาะนกอินทรีเล็กที่ไม่ค่อยแวะอยู่นาน</p>
<p>ทีนี้ตุ๋ย ท่าจีนร่วมวงสงสัยบ้างว่า<br />
<em>“ทำไมนกอินทรีถึงได้มาอยู่ที่ทุ่งนาแถวนี้”</em></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-201" title="eagle07" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/02/eagle07.jpg" alt="eagle07" width="500" height="353" /></p>
<p>อันนี้ก็ตามปัจจัยหลัก ทั้งเรื่องของอาหารและความปลอดภัย อย่างที่รู้กันว่านกอินทรีเหล่านี้เป็นนกล่าเหยื่อ แล้วก็ชอบหากินอยู่ตามทุ่งโล่ง มิใช่ในป่าอย่างที่อาจมีคนเข้าใจผิด – ทุ่งนาอันกว้างใหญ่ไพศาลที่มองเห็นอยู่ตรงหน้านี่ละ&#8230;นกชอบนัก แล้วก็จำเพาะเหมาะเจาะกับตอนที่นกอพยพมาถึงเป็นเวลาหลังฤดูเกี่ยวข้าว ชาวบ้านจึงปล่อยที่นาให้เหลือแต่ฟางหรือซังข้าวไว้บนพื้นดินแห้งๆ เพื่อคอยเวลาปล่อยน้ำเข้ามาเพื่อไถหว่านครั้งใหม่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ช่วงนี้เองที่นกอินทรีสามารถมองเห็นหนูนาออกจากรูมาหากินบนพื้นโล่งๆให้จับกินได้ง่าย แล้วทุ่งนาเมืองเพชรที่ยังคงวิถีพื้นถิ่นดั้งเดิมแบบนี้ก็มีหนูนาให้จับกินไม่อั้นเหมือนบุฟเฟ่ห์โออิชิซะด้วย นกอินทรีทั้งสามชนิดจึงเลือกพื้นที่แถบนี้เป็นแหล่งอาศัยในช่วงกลางฤดูหนาวเรื่อยไป ก่อนจะจากไปเมื่อชาวบ้านเริ่มลงนาอีกครั้ง</p>
<p>พวกเราผลัดกันดูนกอินทรีปีกลายบนต้นตาลผ่านเทเลสโคปอย่างเพลินใจ จนกระทั่งแดดส่องแรงขึ้นราวกับส่งสัญญานเตือนให้กลับไปร่วมเปิดงานได้แล้ว&#8230;<br />
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-202" title="eagle08" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/02/eagle08.jpg" alt="eagle08" width="500" height="316" /></p>
<p>เมื่อกลับไปถึงลานตากข้าวอีกครั้ง คราวนี้เห็นรถจอดต่อเป็นแถวยาวตลอดริมถนนด้านหน้า อีกฝั่งหนึ่งมีแถวมอเตอร์ไซค์เรียงเป็นระเบียบอยู่บนทางดิน ตี๋ สปูนบิลถึงกับออกปากชมว่าคนหนองปลาไหลช่างมีระเบียบเรียบร้อยดีมาก ส่วนผมก็รู้สึกดีใจที่เห็นคนมาร่วมงานอย่างคับคั่งเช่นนี้ แม้จะเพิ่งจัดเป็นครั้งที่ 2 เท่านั้น</p>
<p>“เทศกาลดูนกอินทรี ของดีเมืองเพชร” เกิดขึ้นได้ด้วยความมุ่งมั่นผลักดีนของผู้รักนก โดยมีคีย์หลักจากกลุ่ม Discoverythai และกลุ่มศึกษาเหยี่ยวและนกอินทรี แล้วได้สมาคมอนุรักษ์นกฯ ช่วยสนับสนุน และสำคัญที่สุดเมื่อองค์การบริหารส่วนตำบลหนองปลาไหลได้เห็นความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นจึงเข้ามาร่วมดำเนินงานและสนับสนุนงบประมาณในการจัดงานจนสำเร็จ</p>
<p>พอเดินเข้าไปในลานตากข้าว ยิ่งรู้สึกคึกคักราวกับมีงานมหกรรม ผู้คนหลายเพศวัยเดินกันขวักไขว่ ทั้งชาวหนองปลาไหลเจ้าถิ่นและชุมชนใกล้เคียง ไหนจะมีนักดูนกและช่างภาพมาร่วมงานอย่างหนาตา ส่วนใหญ่ล้วนเป็นพี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ ที่คุ้นเคยกันดี &#8211; กิจกรรมอนุรักษ์ของคนรักนกคราใดเลยกลายเป็นงานพบญาติไปโดยปริยายฉะนี้แล&#8230;</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-203" title="eagle09" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/02/eagle09.jpg" alt="eagle09" width="500" height="375" /></p>
<p>ภายในเต้นท์สีสวยด้านหน้าจัดเป็นซุ้มจำหน่ายสินค้าโอท๊อปเหมือนตลาดนัด ของดีหลายอย่างถูกนำมาขายเผยแพร่ ไม่ว่าจะเป็นข้าวหลาม ทองม้วน และขนมอีกหลายประเภทสมกับมาเยือนเมืองขนมหวาน ถัดไปเป็นซุ้มอาหารพื้นบ้าน พวกเราเลยได้ลิ้มรสขนมจีนน้ำยาปลาช่อนแสนอร่อยเป็นอาหารเช้า ตามด้วยขนมครกซึ่งขนาดคุณพี่เจ้าของสูตรออกตัวว่า ดำไปหน่อยเพราะลมแรง &#8211; ถึงอย่างนั้นตี๋ สปูนบิลยังยกนิ้วให้พร้อมกับสำทับว่า นี่แหละรสชาติดั้งเดิมแท้ๆ เลย</p>
<p>ถัดไปเป็นโต๊ะลงทะเบียนที่ยังมีคนยืนต่อแถวลงชื่อร่วมงาน แม้พิธีเปิดจะใกล้เริ่มเต็มที บ้างก็ยืนชมบอร์ดนิทรรศการเกี่ยวกับนกอินทรีที่หนองปลาไหล ที่กลุ่ม Discoverythai จัดแสดงภาพนกประกอบข้อมูลได้อย่างน่าชม ส่วนเต็นท์หลังใหญ่มีคนนั่งจับจองอยู่จนแทบไม่มีที่ว่าง</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-204" title="eagle10" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/02/eagle10.jpg" alt="eagle10" width="500" height="376" /></p>
<p>พิธีเปิดงานเริ่มขึ้นตอนเกือบเก้าโมงเช้า ฟังจากพิธีกรบอกให้ทราบว่า มีแขกผู้ใหญ่ทั้งท้องถิ่นและระดับจังหวัดมาร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีให้เกียรติมาเป็นประธานในงานนี้ โดยกล่าวชื่นชมที่ชาวบ้านท้องถิ่นได้ร่วมจัดงานเผยแพร่ของดีของชุมชนและร่วมกันอนุรักษ์ธรรมชาติไว้ จากนั้นจึงได้เปิดแพรคลุมป้ายข้อมูลนกเป็นอันเสร็จพิธีการ</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-205" title="eagle11" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/02/eagle11.jpg" alt="eagle11" width="500" height="383" /></p>
<p>แล้วไม่รู้ว่าทางผู้จัดได้นัดแนะไว้ก่อนหรือเปล่า &#8211; หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการก็ประจวบเหมาะกับมีนกอินทรีหัวไหล่ขาวตัวหนึ่งบินร่อนผ่านเข้ามาเหนือลานตากข้าวสร้างความตื่นเต้นให้กับทุกคนที่อยู่ในบริเวณได้เห็นกันอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นเรื่องยากมากที่จะมีโอกาสเห็นนกอินทรีขนาดใหญ่ได้ง่ายๆ แบบนี้ในพื้นที่อื่นของเมืองไทย</p>
<p>อ. โทรกอน หรือ ดร. ไชยยันต์ เกสรดอกบัวจากกลุ่มศึกษาเหยี่ยวและนกอินทรีจึงรับบทพิธีกรภาคสนามให้ข้อมูลของนกอินทรีที่หนองปลาไหลแบบสดๆ โดยบอกถึงเหตุที่ทำให้นกอินทรีเลือกมาอยู่ที่บ้านหนองปลาไหลก็ด้วยปัจจัยความสมบูรณ์ของอาหารและสภาพแวดล้อม รวมทั้งความปลอดภัย จนนกอินทรีเพิ่มจำนวนมากขึ้นจากปีก่อน &#8211; ข้อมูลจากการสำรวจของพี่โด่งแห่ง Discoverythai พบนกอินทรีปีกลาย 10 ตัว นกอินทรีหัวไหล่ขาว 2 ตัว และนกอินทรีทุ่งหญ้าสเต็ปอีก 4 ตัวมาอาศัยอยู่ที่บ้านหนองปลาไหลในปีนี้</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-206" title="eagle12" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/02/eagle12.jpg" alt="eagle12" width="500" height="356" /></p>
<p>อ. โทรกอนเน้นย้ำให้ทุกคนเห็นความสำคัญต่อระบบนิเวศของนกอินทรีว่า มีส่วนในการช่วยกำจัดหนูหนา ศัตรูตัวฉกาจของชาวนา ประมาณว่าช่วงเวลา 4-5 เดือนที่อยู่ที่บ้านหนองปลาไหล นกอินทรีแต่ละตัวสามารถจัดการหนูนาได้ 300-600 ตัวเลยทีเดียว เรื่องนี้ให้เครดิตนกอินทรีเป็นมิตรแท้ของชาวนาได้เลย ดังนั้นเมื่อชาวบ้านปล่อยให้นกอินทรีอยู่อย่างเสรี ไม่ทำร้ายรังแกก็เท่ากับว่าพวกเขามีผู้ช่วยกำจัดศัตรูพืชโดยไม่ต้องเสียค่าจ้างไปด้วย</p>
<p>ไม่น่าแปลกใจที่ถึงยามเหมันต์ ภาพนกอินทรีอันแสนหายากในพื้นที่อื่นกลับกลายเป็นสิ่งเจนตาคู่กับท้องนาบ้านหนองปลาไหลทุกปี<br />
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;</p>
<p>ก่อนกลับจากบ้านหนองปลาไหล ผมซื้อทองม้วนของกลุ่มขนมทองม้วน-ทองพับ ต. หนองปรง อ. เขาย้อย ที่บรรจุใส่ปี๊บใบเล็กๆ กระทัดรัด แถมปะรูปแม่สมจิต (เจ้าเก่า) การันตีกลับมาด้วย &#8211; ไปร่วมกิจกรรมท้องถิ่นทั้งที ก็ต้องช่วยสนับสนุนสินค้าของชาวบ้านกันหน่อย อย่างน้อยก็ถือเป็นน้ำใจตอบแทนพวกเขาที่ช่วยดูแลนกและถิ่นอาศัยเอาไว้</p>
<p>ระหว่างกินทองม้วนในรถ พวกเราคุยถึงความสนุกในการมาร่วมงานครั้งนี้อย่างได้รสชาติพอๆ กับทองม้วนกรอบอร่อยของแม่สมจิต แล้วนัดกันว่าต้องมาร่วมงาน “เทศกาลนกอินทรี ของดีเมืองเพชร” ครั้งต่อไปอย่างแน่นอน</p>
<p>กว่าจะถึงตอนนั้น คำขวัญของ จ. เพชรบุรีอาจยาวขึ้นกว่าเดิมแล้วก็ได้<br />
<em>“เขาวังคู่บ้าน ขนมหวาน เมืองพระ<br />
“เลิศล้ำศิลปะ แดนธรรมะ ทะเลงาม ถิ่นคามอินทรีใหญ่”</em></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.abirdwatch.com/blog/?feed=rss2&amp;p=194</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำไมต้องหมีเซียะ</title>
		<link>http://www.abirdwatch.com/blog/?p=181</link>
		<comments>http://www.abirdwatch.com/blog/?p=181#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 27 Jan 2010 08:30:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Free as a bird]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.abirdwatch.com/blog/?p=181</guid>
		<description><![CDATA[
ถึงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ชาวคณะ Abirdwatch จะผิดฟ้าผิดฝนไปเปียนปอนกลางฤดูหนาวบนภูหลวง จนเป็นเหตุให้เห็นนกไม่มากตามเป้าหมาย แต่ในจำนวนเกือบ 50 ชนิดก็มีนกเด่นชวนประทับใจอยู่หลายตัว และตำแหน่งพระเอกของทริปนี้ขอยกให้กับนกกะรองทองแก้มขาวอีกตามเคย ด้วยความสวยงามจนทุกคนเทให้คะแนนท่วมท้น แล้วเติมความปลาบปลื้มในอารมณ์สมหวังของบางคนสำหรับครั้งแรกของนกชนิดนี้เข้าไปอีก
ตอนเห็นนกกะรองทองแก้มขาวตัวแรกบนภูหลวงเมื่อวันเสาร์ เป็นช่วงหลังจากฝนซาเม็ดในตอนบ่าย พวกเราจึงรีบฉวยโอกาสออกไปดูนกแถวสำนักงานฯ
ขณะกำลังดูนกมุ่นรกสองชนิดอยู่บริเวณดงพุ่มไม้เตี้ยๆ ที่อยู่ระหว่างบ้านสุขะกุลกับลาน ฮ.
พี่หน่อยก็เอ่ยขึ้นว่า
&#8220;มีหมีเซียะอยู่ข้างในด้วยนะ&#8221;
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนรีบส่องกล้องลึกเข้าไปในดงไม้ทันที แล้วก็ไม่ยากที่จะเห็นสีสะดุดตาของนกกะรองทองแก้มขาวขณะกำลังกระโดดหากินอยู่ในนั้น
ขณะที่ทุกคนกำลังเพลินกับนกสีสวย ก็มีใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาด้วยความสงสัยว่า
&#8220;ทำไมถึงเรียกว่าหมีเซียะ&#8221;
นั่นดิ! ทำไมต้อง &#8220;หมีเซียะ&#8221;???
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..


ก่อนไปตามหาที่มาของหมีเซียะ มาทำความคุ้นเคยกับเจ้าของนิคเนมนี้เป็นอินโทรกันหน่อยดีกว่า
นกกะรองทองแก้มขาว (Silever-eared Mesia / Leiothrix argentauris) นับว่าเป็นนกในดวงใจแถวหน้าของนักดูนกอยู่แล้ว&#8230;ก็เป็นธรรมดาสำหรับนกสีสวยบาดใจซะขนาดนั้น ส่วนฐานันดรของนกชนิดนี้จัดอยู่ในกลุ่มนกกินแมลงวงศ์ Timaliidae หรือพวกเดียวกับนกกะราง, นกมุ่นรก, นกศิวะ, นกหางรำ ฯลฯ แถมยังเป็นนกที่มีเขตกระจายพันธ์ุกว้างไกลมาก พบได้ตั้งแต่ย่านอนุทวีปอินเดีย เรื่อยมาตามแนวหิมาลัยขึ้นไปถึงตอนใต้ของจีน แล้วผ่านเข้าสู่อินโดจีน จากนั้นเลาะใต้ตามแนวขวานทองลงไปถึงมาเลเซียและสุมาตราในแถบซุนดราโน้นเลย
สำหรับสถานภาพนับว่าเป็นนกที่พบได้ง่ายในทุกถิ่นอาศัย ในเมืองไทยชอบอยู่บนภูเขาทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคอีสานตอนบน และภาคใต้ ส่วนใหญ่มักพบตามป่าแถวๆ ระดับ 1,000 ม. ขึ้นไปถึง 1,500 ม. แต่ก็ไม่ได้อาศัยอยู่ตามป่าทึบๆ มักจะออกมากระโดดหากินอยู่ตามชายป่ามากกว่า แล้วยังชอบพากันมาให้ดูเป็นฝูงเล็กๆ เที่ยวไล่จับแมลงมากับฝูงเวบนกกินแมลงอื่นๆ โดยเฉพาะนกมุ่นรกถือเป็นเพื่อนสนิทกอดคอหากินด้วยกันเป็นประจำ
แม้ได้ชื่อว่านกกินแมลง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-191" title="silver-eared mesia01" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/01/silver-eared-mesia011.jpg" alt="silver-eared mesia01" width="500" height="375" /></p>
<p>ถึงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ชาวคณะ Abirdwatch จะผิดฟ้าผิดฝนไปเปียนปอนกลางฤดูหนาวบนภูหลวง จนเป็นเหตุให้เห็นนกไม่มากตามเป้าหมาย แต่ในจำนวนเกือบ 50 ชนิดก็มีนกเด่นชวนประทับใจอยู่หลายตัว และตำแหน่งพระเอกของทริปนี้ขอยกให้กับนกกะรองทองแก้มขาวอีกตามเคย ด้วยความสวยงามจนทุกคนเทให้คะแนนท่วมท้น แล้วเติมความปลาบปลื้มในอารมณ์สมหวังของบางคนสำหรับครั้งแรกของนกชนิดนี้เข้าไปอีก</p>
<p>ตอนเห็นนกกะรองทองแก้มขาวตัวแรกบนภูหลวงเมื่อวันเสาร์ เป็นช่วงหลังจากฝนซาเม็ดในตอนบ่าย พวกเราจึงรีบฉวยโอกาสออกไปดูนกแถวสำนักงานฯ<br />
ขณะกำลังดูนกมุ่นรกสองชนิดอยู่บริเวณดงพุ่มไม้เตี้ยๆ ที่อยู่ระหว่างบ้านสุขะกุลกับลาน ฮ.</p>
<p>พี่หน่อยก็เอ่ยขึ้นว่า<br />
<em>&#8220;มีหมีเซียะอยู่ข้างในด้วยนะ&#8221;</em></p>
<p>เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนรีบส่องกล้องลึกเข้าไปในดงไม้ทันที แล้วก็ไม่ยากที่จะเห็นสีสะดุดตาของนกกะรองทองแก้มขาวขณะกำลังกระโดดหากินอยู่ในนั้น<br />
ขณะที่ทุกคนกำลังเพลินกับนกสีสวย ก็มีใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาด้วยความสงสัยว่า<br />
<em>&#8220;ทำไมถึงเรียกว่าหมีเซียะ&#8221;</em></p>
<p>นั่นดิ! ทำไมต้อง &#8220;หมีเซียะ&#8221;???</p>
<p>&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..</p>
<p><span id="more-181"></span></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-183" title="mesia02" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/01/mesia02.jpg" alt="mesia02" width="500" height="334" /></p>
<p>ก่อนไปตามหาที่มาของหมีเซียะ มาทำความคุ้นเคยกับเจ้าของนิคเนมนี้เป็นอินโทรกันหน่อยดีกว่า</p>
<p>นกกะรองทองแก้มขาว (Silever-eared Mesia / <em>Leiothrix argentauris</em>) นับว่าเป็นนกในดวงใจแถวหน้าของนักดูนกอยู่แล้ว&#8230;ก็เป็นธรรมดาสำหรับนกสีสวยบาดใจซะขนาดนั้น ส่วนฐานันดรของนกชนิดนี้จัดอยู่ในกลุ่มนกกินแมลงวงศ์ Timaliidae หรือพวกเดียวกับนกกะราง, นกมุ่นรก, นกศิวะ, นกหางรำ ฯลฯ แถมยังเป็นนกที่มีเขตกระจายพันธ์ุกว้างไกลมาก พบได้ตั้งแต่ย่านอนุทวีปอินเดีย เรื่อยมาตามแนวหิมาลัยขึ้นไปถึงตอนใต้ของจีน แล้วผ่านเข้าสู่อินโดจีน จากนั้นเลาะใต้ตามแนวขวานทองลงไปถึงมาเลเซียและสุมาตราในแถบซุนดราโน้นเลย</p>
<p>สำหรับสถานภาพนับว่าเป็นนกที่พบได้ง่ายในทุกถิ่นอาศัย ในเมืองไทยชอบอยู่บนภูเขาทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคอีสานตอนบน และภาคใต้ ส่วนใหญ่มักพบตามป่าแถวๆ ระดับ 1,000 ม. ขึ้นไปถึง 1,500 ม. แต่ก็ไม่ได้อาศัยอยู่ตามป่าทึบๆ มักจะออกมากระโดดหากินอยู่ตามชายป่ามากกว่า แล้วยังชอบพากันมาให้ดูเป็นฝูงเล็กๆ เที่ยวไล่จับแมลงมากับฝูงเวบนกกินแมลงอื่นๆ โดยเฉพาะนกมุ่นรกถือเป็นเพื่อนสนิทกอดคอหากินด้วยกันเป็นประจำ</p>
<p>แม้ได้ชื่อว่านกกินแมลง แต่ลูกไม้บางอย่างก็เป็นอาหารของนกกะรองทองแก้มขาวเหมือนกัน – โดยเฉพาะลูกมันปูถือเป็นบุฟเฟ่ต์จานโปรด – ตอนที่ต้นมันปูออกลูกดกในช่วงฤดูหนาวจึงเป็นโอกาสดีที่สุดที่จะได้เห็นนกกะรองทองแก้มขาวง่ายๆ เหมือนกับที่เค้าไปเฝ้ากันอยู่ที่ช่องเย็นตอนนี้ แถมยังมีพรรคพวกอย่างนกหางรำ นกกะราง นกภูหงอน รวมทั้งบรรดานกปรอดผสมโรงมาให้ดูด้วย&#8230;แน่นอนว่า! ไม่มีตัวไหนสู้รัศมีความงามของนกกะรองทองแก้มขาวได้หรอก</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-184" title="mesia01" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/01/mesia01.jpg" alt="mesia01" width="400" height="300" /></p>
<p>ถึงจะพบหากินปะปนกับนกอื่นๆ แต่เราก็สามารถจำแนกนกกะรองทองแก้มขาวได้ง่ายมากจากสีสันบาดตาหลายเฉด – ปากสีเหลือง หัวสีดำ คอและหลังช่วงบนสีส้ม ลำตัวด้านบนและหางสีเทา และมีแต้มสีแดงสดบนปีกสีส้ม ถ้าเป็นตัวผู้ตัวเติมสีแดงบนตะโพกเข้าไปอีกด้วย – รับประกัน&#8230;ใครเห็นก็จำได้ไม่มีพลาด</p>
<p>ขนาดมีสีสันโดดเด่นเกินหน้าตานกส่วนใหญ่ไปไกลโข นักปักษีวิทยายังอุตส่าห์กำหนดจุดเด่นเป็นสากลสำหรับใช้จำแนกนกชนิดนี้อยู่ตรงแก้มขาวๆ นั่นเอง ทั้งยังเห็นพ้องต้องกันทั้งในภาษาไทย ภาษาอังกฤษ แล้วก็ภาษาละตินด้วย โดย  <em>argentauris</em> หมายถึงมีขนบริเวณหูเป็นสีขาวหรือสีเงินเช่นกัน ส่วนชื่อสกุล<em> Leiothrix</em> มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกหมายถึง ขนเรียบ</p>
<p>ทีนี้&#8230;ถ้านับญาติทางสาย <em>Leiothrix</em> แล้ว นกกะรองทองแก้มขาวยังมีน้องร่วมสกุลอีกชนิดหนึ่งคือ Red-billed Leiothrix / <em>Leiothrix lutea</em> ดูจากรูปร่างและสีสันคล้ายกันมากคงพอเดาได้เลาๆ &#8211; แต่นกกะรองทองของเราสวยกว่าอยู่แล้ว</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-185" title="pekin robin" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/01/pekin-robin.jpg" alt="pekin robin" width="500" height="361" /></p>
<p>น้อง Red-billed Leiothrix มีถิ่นกระจายพันธ์ุอยู่ร่วมกับพี่กะรองทองเฉพาะภูมิภาคตอนบนเท่านั้น ไม่ได้ลงต่ำลงมาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เลยไม่พบในเมืองไทย แต่บางคนอาจเคยเห็นนกที่ถูกขังอยู่ในกรงมาบ้าง เพราะ Red-billed Leiothrix ถือเป็นนกกรงยอดนิยมชนิดหนึ่ง พวกนักเลี้ยงนกรู้จักกันในชื่อ Pekin Robin (เรียกง่ายกว่ากันเยอะเลย!) จากต้นตำรับนกกรงในเมืองจีนที่ชอบเลี้ยงหวานเพื่อฟังเสียงมานานตั้งแต่สมัยยุทธจักร ก่อนจะแพร่หลายตามมาโคโปโลไปทั่วโลก &#8211; บางทียังเรียกว่า Pekin Nightingal ไปโน้นเลย</p>
<p>ดูชื่อของนกสองชนิดนี้แล้วก็ชวนให้สงสัยว่า ในเมื่อเป็นนกสกุลเดียวกัน ไฉนนักปักษีวิทยาถึงไม่ตั้งชื่อสามัญให้เหมือนกัน กลับแยกเป็น Leiothrix กับ Mesia ซะงั้น – แล้ว Mesia ก็เป็นต้นตอทำให้นกกะรองทองแก้มขาวได้ชื่อเล่นว่า &#8220;หมีเซียะ&#8221; ในเมืองไทยง่ายๆ แบบนี้แหละ</p>
<p>เป็นเรื่องสนุกๆ ปนมุขขำๆ ของนักดูนกอยู่แล้วที่ชอบตั้งนิคเนมให้กับนกบางชนิด เพื่อสะดวกในการเรียกและจดจำ โดยมักจะเพี้ยนเสียงให้ตรงกับชื่อที่คุ้นเคยหรือรู้จักกันดี Mesia เลยเพี้ยนไปตามชื่อดาราจีนยอดนิยมเมื่อ 30 กว่าปีก่อน</p>
<p>&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-186" title="reply1293271_01_238" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/01/reply1293271_01_238.jpg" alt="reply1293271_01_238" width="300" height="416" /></p>
<p>คนที่ชอบอ่านนิยายจีนคงรู้จักนิยายเรื่อง &#8220;มังกรหยก (Legend of the Condor Heroes)&#8221; จากบทประพันธ์อมตะของกิมย้งกันดี &#8211; ย้อนไปในปี พ.ศ. 2519 บริษัทซีทีวีของฮ่องกงได้หยิบนิยายมังกรหยกมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์ โดยมีหมีเซียะ (Mai Suet ในภาษาจีนกวางตุ้ง หรือ Mi Xue ในภาษาจีนกลาง) ในวัย 20 ปีรับบทเป็นอึ้งยง ตัวละครเอกฝ่ายหญิงคู่กับก๋วยเจ๋ง พระเอกที่แสดงโดยไป่เปียว ปรากฎว่าได้รับความนิยมไปทั่วเอเชีย ไม่เว้นแม้กระทั่งในเมืองไทย ส่งให้คู่พระคู่นางดังเป็นพลุแตก แล้วมามาตอกย้ำด้วย &#8220;มังกรหยกภาค 2 (Return of the Condor Heroes II)&#8221; จนทำให้หมีเซียะได้รับยกย่องว่าเป็นผู้เหมาะกับบทอึ้งย้ง ผู้ชาญฉลาดดุจขงเบ้งหญิงตลอดกาล</p>
<p>หลังความสำเร็จของมังกรหยก หมีเซียะมีผลงานตามมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นศึกสองนางพญา (เรื่องนี้ก็ดังมาก เพราะประชันดารายอดนิยมแห่งยุคทั้งเดวิด เจียง, หลิว สงเหยิน และหวี อันอัน), จิ้งจอกภูเขาหิมะ, กระบี่กู้บัลลังค์, หงส์ผงาดฟ้า, ราชายุทธจักร, ศึกสายเลือด, นางพญากระบี่มาร ฯลฯ ซึ่งล้วนผ่านตาชาวไทยทางจอทีวีทั้งนั้น นี่ยังไม่รวมภาพยนต์จอใหญ่อีกนับไม่ถ้วน ทั้งยังเคยมาโชว์ตัวและแสดงคอนเสิร์ตในบ้านเราตั้งหลายครั้ง</p>
<p>ตอนนั้นหมีเซียะเป็นที่ชื่นชอบของคนไทยมากถึงขนาดเล่นหนังไทยคู่กับสรพงษ์ ชาตรีในเรื่อง &#8220;หงส์หยก&#8221; มาแล้ว – คิดดูละกันว่าดังขนาดไหน!!!</p>
<p>(ว่าแต่ว่า &#8211; ตกลงหมีเซียะกับอึ้งย้งเนี่ย&#8230;ใครดังกว่ากัน?)</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-187" title="A6608212-28" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/01/A6608212-28.jpg" alt="A6608212-28" width="300" height="383" /></p>
<p>หมีเซียะจึงเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของดาราสาวจีนขวัญใจชาวไทยตลอดมา กระทั่งปัจจุบันในวัย 53 ปี คุณป้าหมีเซียะยังเป็นจดจำไม่ต่างไปจากเมื่อ 30 กว่าปีก่อน</p>
<p>&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;</p>
<p>ผมเองก็ต้องยอมรับว่า เวลาที่ดูนกแล้วมีใครเอ่ยถึงหมีเซียะขึ้นมา&#8230;ถึงตากำลังจ้องมองนกกะรองทองแก้มขาวอยู่ตรงหน้า แต่ภาพที่นึกถึงกลับเป็นหมีเซียะในวัยสาวทุกที&#8230;(ฮา)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.abirdwatch.com/blog/?feed=rss2&amp;p=181</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วงเวียนชีวิตของนกปากห่าง</title>
		<link>http://www.abirdwatch.com/blog/?p=169</link>
		<comments>http://www.abirdwatch.com/blog/?p=169#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 20 Jan 2010 13:32:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[On the wings of love]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.abirdwatch.com/blog/?p=169</guid>
		<description><![CDATA[
 
เมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา ข่าวภูมิภาคในหนังสือพิมพ์มติชนโปรยหัวสะดุดตาว่า
“พ่อเมืองกรุงเก่าลุยสำรวจแก้ฝูงปากห่างป่วนนาข้าว”
ชวนให้รีบอ่านเนื้อหาด้านล่าง เพราะเจ้าปากห่างที่ถูกอ้างย่อมเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากนกปากห่างที่ชอบอาศัยอยู่ตามท้องนา – น่ากังวลว่าเกิดเรื่องร้ายกับนกปากห่างอีกแล้วหรือนี่???
ครั้นพออ่านเนื้อความโดยละเอียด &#8211; ก็โล่งใจ และยังรู้สึกชื่นชมผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในความพยายามหาทางแก้ไขปัญหาโดยเข้าใจวิถีธรรมชาติอย่างแท้จริง
&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;


 
ในข่าวระบุว่า มีนกปากห่างนับแสนตัวเข้าไปเกาะต้นไม้อาศัยอยู่กลางทุ่งนาในพื้นที่ อ. ผักไห่ จ. พระนครศรีอยุธยา จนเป็นที่เดือดร้อนของชาวบ้านละแวกนั้น ล่าสุดยังสำรวจพบนกปากห่างอาศัยอยู่ในหลายอำเภอ ทั้ง อ. เสนา อ. บางซ้าย อ. บางปะหัน และ อ. อุทัย ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่มีการทำนาข้าวกันมากตามพื้นถิ่นดั้งเดิมของชาวนาไทย
แต่ก่อนแต่ไร นกปากห่างถือเป็นสัตว์ที่อยู่คู่ท้องนาภาคกลางมานาน ภาพนกเดินหากินอยู่กลางผืนนาเป็นสิ่งเจนตา จนแทบแยกจากกันไม่ออก ต่อมาภายหลังกลับเกิดกระแสข่าวนกสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านถี่ขึ้นเรื่อยๆ – เรื่องนี้น่าจะมีที่มาจากประชากรนกเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันวงจรชีวิตของนกปากห่างในบ้านเราได้เปลี่ยนไป จนมีเรื่องให้เกิดผลกระทบขึ้นมา
 

 
เดิมทีนกปากห่างเคยดำรงสถานภาพเป็นนกอพยพเข้ามาสร้างรังวางไข่ในเมืองไทยตอนปลายฝนราวเดือนตุลาคม มีแหล่งขยายพันธุ์เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่รู้จักกันดีอยู่ที่วัดไผ่ล้อม จ. ปทุมธานี และบ้านท่าเสด็จ จ. สุพรรณบุรี จนเมื่อลูกนกโตแข็งแรงดีแล้ว ราวเดือนพฤษภาคม ฝูงนกจึงบินกลับไปหากินที่ประเทศบังคลาเทศและอินเดียอีกครั้ง &#8211; หมุนเวียนเช่นนี้ทุกปี
มาถึงตอนนี้ กลายเป็นว่านกไม่ยอมกลับไปเหมือนเดิม แต่เกิดติดใจที่เมืองไทยมีบุฟเฟ่ต์ให้กินไม่อั้น ด้วยข้อดีจากความก้าวหน้าของชลประทาน ทำให้ชาวนาปลูกข้าวได้เกือบตลอดปี ปนเปกับผลเสียจากการแพร่ระบาดของหอยเชอรี่ -  เมื่อรวมกันแล้วกลับช่วยให้นกมีช่วงเวลาหากินเพิ่มขึ้นในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยอาหาร สามารถนำไปเลี้ยงลูกได้อย่างสมบูรณ์ จนรอดชีวิตเพิ่มประชากรได้มากขึ้น
แน่ละ&#8230;อาหารอิ่มหมีพลีมันอย่างนี้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-171" title="Open-billed Stork03" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/01/Open-billed-Stork032.jpg" alt="Open-billed Stork03" width="500" height="320" /></p>
<p> </p>
<p>เมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา ข่าวภูมิภาคในหนังสือพิมพ์มติชนโปรยหัวสะดุดตาว่า</p>
<p>“พ่อเมืองกรุงเก่าลุยสำรวจแก้ฝูงปากห่างป่วนนาข้าว”</p>
<p>ชวนให้รีบอ่านเนื้อหาด้านล่าง เพราะเจ้าปากห่างที่ถูกอ้างย่อมเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากนกปากห่างที่ชอบอาศัยอยู่ตามท้องนา – น่ากังวลว่าเกิดเรื่องร้ายกับนกปากห่างอีกแล้วหรือนี่???</p>
<p>ครั้นพออ่านเนื้อความโดยละเอียด &#8211; ก็โล่งใจ และยังรู้สึกชื่นชมผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในความพยายามหาทางแก้ไขปัญหาโดยเข้าใจวิถีธรรมชาติอย่างแท้จริง<br />
&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</p>
<p><span id="more-169"></span></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-172" title="Open-billed Stork01" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/01/Open-billed-Stork011.jpg" alt="Open-billed Stork01" width="500" height="335" /></p>
<p> </p>
<p>ในข่าวระบุว่า มีนกปากห่างนับแสนตัวเข้าไปเกาะต้นไม้อาศัยอยู่กลางทุ่งนาในพื้นที่ อ. ผักไห่ จ. พระนครศรีอยุธยา จนเป็นที่เดือดร้อนของชาวบ้านละแวกนั้น ล่าสุดยังสำรวจพบนกปากห่างอาศัยอยู่ในหลายอำเภอ ทั้ง อ. เสนา อ. บางซ้าย อ. บางปะหัน และ อ. อุทัย ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่มีการทำนาข้าวกันมากตามพื้นถิ่นดั้งเดิมของชาวนาไทย</p>
<p>แต่ก่อนแต่ไร นกปากห่างถือเป็นสัตว์ที่อยู่คู่ท้องนาภาคกลางมานาน ภาพนกเดินหากินอยู่กลางผืนนาเป็นสิ่งเจนตา จนแทบแยกจากกันไม่ออก ต่อมาภายหลังกลับเกิดกระแสข่าวนกสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านถี่ขึ้นเรื่อยๆ – เรื่องนี้น่าจะมีที่มาจากประชากรนกเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันวงจรชีวิตของนกปากห่างในบ้านเราได้เปลี่ยนไป จนมีเรื่องให้เกิดผลกระทบขึ้นมา</p>
<p> </p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-173" title="Asian Openbill 15-ThaSadet" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/01/Asian-Openbill-15-ThaSadet2.jpg" alt="Asian Openbill 15-ThaSadet" width="500" height="338" /></p>
<p> </p>
<p>เดิมทีนกปากห่างเคยดำรงสถานภาพเป็นนกอพยพเข้ามาสร้างรังวางไข่ในเมืองไทยตอนปลายฝนราวเดือนตุลาคม มีแหล่งขยายพันธุ์เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่รู้จักกันดีอยู่ที่วัดไผ่ล้อม จ. ปทุมธานี และบ้านท่าเสด็จ จ. สุพรรณบุรี จนเมื่อลูกนกโตแข็งแรงดีแล้ว ราวเดือนพฤษภาคม ฝูงนกจึงบินกลับไปหากินที่ประเทศบังคลาเทศและอินเดียอีกครั้ง &#8211; หมุนเวียนเช่นนี้ทุกปี</p>
<p>มาถึงตอนนี้ กลายเป็นว่านกไม่ยอมกลับไปเหมือนเดิม แต่เกิดติดใจที่เมืองไทยมีบุฟเฟ่ต์ให้กินไม่อั้น ด้วยข้อดีจากความก้าวหน้าของชลประทาน ทำให้ชาวนาปลูกข้าวได้เกือบตลอดปี ปนเปกับผลเสียจากการแพร่ระบาดของหอยเชอรี่ -  เมื่อรวมกันแล้วกลับช่วยให้นกมีช่วงเวลาหากินเพิ่มขึ้นในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยอาหาร สามารถนำไปเลี้ยงลูกได้อย่างสมบูรณ์ จนรอดชีวิตเพิ่มประชากรได้มากขึ้น</p>
<p>แน่ละ&#8230;อาหารอิ่มหมีพลีมันอย่างนี้ แล้วนกจะบินย้ายถิ่นไปอีกทำไม!!!</p>
<p>ทุกวันนี้เราจึงเห็นนกปากห่างได้ตลอดทั้งปีในปริมาณมากขึ้น แหล่งอาศัยก็แพร่กระจายออกไปกว้างไกลกว่าเดิม &#8211; ขณะที่ความสัมพันธ์กับชาวบ้านเริ่มแปรเปลี่ยนไปในหลายพื้นที่ จากที่เคยเป็นมิตรกลับเห็นเป็นปัญหา ทั้งเหยียบย่ำต้นข้าว ส่งกลิ่นเหม็นสร้างความรำคาญ และเลวร้ายสุดขีดเมื่อเกิดไข้หวัดนกระบาด โดยนกปากห่างถูกโยงเป็นจำเลยสำคัญ</p>
<p>ยิ่งในยุคข้าวเปลือกมีราคาแพงถึงขนาดต้องนอนเฝ้ากันขโมย – ภาพของนกปากห่างเดินหากินท่ามกลางผืนนา อาจไม่ใช่ความงามตามธรรมชาติเหมือนเช่นอดีตอีกแล้ว<br />
 &#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-174" title="นกปากห่าง03" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/01/นกปากห่าง031.jpg" alt="นกปากห่าง03" width="215" height="296" /></p>
<p> </p>
<p>ขณะที่การแก้ปัญหาของนกปากห่างที่ผ่านมามักใช้วิถีขับไล่ไปจากแหล่งอาศัย โดยตัดต้นไม้ในบริเวณที่นกเกาะพักนอนและสร้างรังทิ้ง แม้ยังไม่เคยมีการกระทำรุนแรงถึงขั้นทำร้ายชีวิต แต่ก็หวุดหวิดในช่วงไข้หวัดนกระบาดหนัก – ตอนนั้นมีคนเสนอให้ฆ่านกปากห่างในบางพื้นที่ทิ้งให้หมด ยังดีที่ฝ่ายอนุรักษ์คัดค้านได้สำเร็จ โดยชี้ให้เห็นผลเสียหากทำรุนแรงปานนั้น ทั้งที่ต้นตอแท้จริงของไข้หวัดนกไม่ได้เกี่ยวกับนกปากห่างแต่อย่างใด &#8211; นกปากห่างจึงรอดจากการถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มาได้</p>
<p>เมื่อย้อนกลับมาที่ข่าวชิ้นเดิม น่ายินดีที่ผู้รับผิดชอบมองแนวทางแก้ไขปัญหาด้วยความเข้าใจในการอยู่ร่วมกันของสัตว์โลก โดยคุณวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยากล่าวว่า “นกพวกนี้เป็นสัตว์สงวนตามกฎหมายและเป็นสัตว์ที่มีสิทธิซึ่งสามารถมีชีวิตและเลือกที่อยู่บนโลกนี้ได้ ดังนั้นแนวทางแก้ไขคือต้องหาทางอยู่ร่วมกัน แบบพึ่งพาหรือสร้างความเดือนร้อนต่อกันให้น้อยที่สุด ดังนั้นวิธีการกำจัดเช่นการฆ่า วางยาเบื่อ จึงไม่ควรกระทำเพราะผิดกฎหมายและศีลธรรม”</p>
<p>ท่านผู้ว่าวิทยาได้ดำเนินแนวทางแก้ไขเบื้องต้น โดยให้ประสานงานกับทางสาธารณสุขจังหวัด ปศุสัตว์จังหวัด และท้องถิ่น ร่วมกันเข้าไปตัดแต่งกิ่งไม้ในจุดที่นกเกาะให้โล่ง เพื่อง่ายต่อการดูแลรักษาเรื่องความสะอาด พร้อมกับฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อชนิดต่างๆ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคหวัดนก</p>
<p> </p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-176" title="นกปากห่าง01" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/01/นกปากห่าง012.jpg" alt="นกปากห่าง01" width="331" height="354" /></p>
<p> </p>
<p>ขณะเดียวกันยังได้เปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นโอกาสด้วยการส่งเสริมเป็นแหล่งท่องเที่ยว ถ้าหากจุดที่นกเกาะอยู่ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวหรือวัดสำคัญประมาณ 200-300 ม. แล้วจัดกิจกรรมเสริมเข้าไป โดยยกตัวอย่างวัดโตนดเตี้ย อ. อุทัย ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม มีนกปากห่างจำนวนมากมาอาศัยอยู่บริเวณทุ่งนาและป่าละเมาะริมคลองห่างจากหน้าวัดไป 200 ม. หากนำกล้องส่องดูนกไปติดตั้งหน้าวัด เพื่อให้นักท่องเที่ยวส่องดูนก จะเป็นกิจกรรทางเลือกแบบใหม่ที่น่าสนใจทีเดียว</p>
<p>เมื่อชาวบ้านมีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น น่าจะมีส่วนให้พวกเขามองนกปากห่างอย่างเป็นมิตรอีกครั้ง</p>
<p>ถึงตรงนี้ มีอีกเรื่องหนึ่งไม่อยากให้ละเลย แต่ควรเสริมเติมย้ำให้เห็นถึงประโยชน์ของนกปากห่างที่มีส่วนสำคัญในการช่วยกำจัดหอยเชอรี่ ศัตรูสำคัญของชาวนา – ลองคิดดู นกปากห่างหลายหมื่นตัวกินหอยเชอรี่ไปปีละเท่าไหร่ ถ้าหอยเหล่านั้นยังอยู่ ผลผลิตจะเสียหายไปมากเพียงใด &gt; ถ้าไม่มีนกปากห่างช่วยควบคุม ชาวนาจะต้องหมดเงินเท่าไหร่เพื่อซื้อสารเคมีมากำจัดหอย &gt; ตามมาด้วยผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม<br />
&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</p>
<p> </p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-178" title="นกปากห่าง02-2" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/01/นกปากห่าง02-22.jpg" alt="นกปากห่าง02-2" width="470" height="196" /></p>
<p> </p>
<p>กรณีประโยชน์ของนกนับเป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่ว่าจะทางตรงในการช่วยกำจัดศัตรูพืช หรือทางอ้อมจากการท่องเที่ยว เพราะเมื่อเรามองเห็นคุณค่าของสรรพสิ่งต่างๆ ถึงแม้นเป็นเพียงนก ก็ย่อมยอมรับการอยู่ร่วมกันได้อย่างแน่นอน แม้จะมีเรื่องขัดแย้งกันบ้าง แต่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนด้วยเหตุผลคงไม่ใช่เรื่องยากเกินกระทำ</p>
<p>โดยเฉพาะเมื่อตระหนักว่านกปากห่างเป็นอีกชีวิตหนึ่งที่ควรมีสิทธิอยู่บนโลกนี้ได้ตามวิถีธรรมชาติเหมือนที่ท่านผู้ว่าวิทยา ผิวผ่องกล่าวไว้อย่างน่าชื่นชม&#8230;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.abirdwatch.com/blog/?feed=rss2&amp;p=169</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เหลียวมองเขาหินปูนในเมืองไทย</title>
		<link>http://www.abirdwatch.com/blog/?p=150</link>
		<comments>http://www.abirdwatch.com/blog/?p=150#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 14 Jan 2010 10:28:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bird is all around]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.abirdwatch.com/blog/?p=150</guid>
		<description><![CDATA[
ทีแรกตั้งใจจะเขียนถึงเขาหินปูนในลาวอีกสักตอน คราวนี้ต่อเนื่องตามแนวเทือกเขาอันนาไมท์เข้าไปถึงถ้ำผ่องยาในเวียดนาม แต่นึกไปนึกมา&#8230;ชักจะเลยเถิดเตลิดเปิดเปิงเกินไปซะแล้ว
มาคิดอีกที&#8230;แล้วทำไมไม่หันมาดูในบ้านเราบ้างล่ะ เทือกเขาหินปูนในเมืองไทยก็น่าสนใจไม่แพ้เพื่อนบ้าน ไม่ต้องไปไหนไกล แค่สระบุรีนี่เอง&#8230;ผ่านไปเห็นมีแต่โรงปูนเต็มไปหมด ใครจะไปนึกได้ว่า มีของดีซ่อนอยู่บนภูเขาแถบนั้นเหมือนกัน
อย่างน้อยก็นกจู๋เต้นเขาปูนตัวนึงไง&#8230;
&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;

นกจู๋เต้นเขาปูนพันธุ์สระบุรี   (ภาพ : สมิทธิ์ สุติบุตร์)

ต้องมาทำความรู้จักนกจู๋เต้นเขาปูน (Limestone Wren Babbler / Napothera crispifrons) กันก่อน นกชนิดนี้เป็นพวกนกกินแมลงที่มีจุดเด่นตรงอาศัยอยู่เฉพาะตามเขาหินปูนเท่านั้น พบกระจายพันธุ์อยู่ในประเทศพม่า ไทย ลาว และเวียดนาม เมืองไทยแบ่งออกเป็น 2 ชนิดย่อย คือ N.c. crispifrons พบทางภาคเหนือและตะวันตก และ N.c. calcicola ซึ่งอาศัยอยู่เฉพาะแถบ จ. สระบุรีเท่านั้น &#8211; ไม่พบในพื้นที่อื่นอีก
เมื่อพบเฉพาะละแวก จ. สระบุรี นกจู๋เต้นเขาปูนชนิดย่อย calcicola จึงเป็นนกเฉพาะถิ่นของประเทศไทยไปด้วย ถ้าเรียกให้เต็มยศก็ต้องระบุให้ชัดเจนว่า นกจู๋เต้นเขาปูนพันธุ์สระบุรี!!!
สมัยก่อน นกจู๋เต้นเขาปูนพันธุ์สระบุรีถือว่าค่อนข้างคอมมอนและหาดูได้ไม่ยาก แบบว่าไปให้ถึงเขาหินปูนแถบ อ. แก่งคอย ที่ จ. สระบุรี รับรองต้องได้เห็นแน่นอน&#8230;พื้นที่แห่งหนึ่งที่เคยไปดูกันบ่อยมาก (แต่ต้องย้อนไป [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-151" title="prabathnoi01" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/01/prabathnoi01.jpg" alt="prabathnoi01" width="500" height="335" /></p>
<p>ทีแรกตั้งใจจะเขียนถึงเขาหินปูนในลาวอีกสักตอน คราวนี้ต่อเนื่องตามแนวเทือกเขาอันนาไมท์เข้าไปถึงถ้ำผ่องยาในเวียดนาม แต่นึกไปนึกมา&#8230;ชักจะเลยเถิดเตลิดเปิดเปิงเกินไปซะแล้ว</p>
<p>มาคิดอีกที&#8230;แล้วทำไมไม่หันมาดูในบ้านเราบ้างล่ะ เทือกเขาหินปูนในเมืองไทยก็น่าสนใจไม่แพ้เพื่อนบ้าน ไม่ต้องไปไหนไกล แค่สระบุรีนี่เอง&#8230;ผ่านไปเห็นมีแต่โรงปูนเต็มไปหมด ใครจะไปนึกได้ว่า มีของดีซ่อนอยู่บนภูเขาแถบนั้นเหมือนกัน</p>
<p>อย่างน้อยก็นกจู๋เต้นเขาปูนตัวนึงไง&#8230;<br />
&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</p>
<p><span id="more-150"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter size-full wp-image-152" title="734" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/01/734.jpg" alt="734" width="500" height="216" />นกจู๋เต้นเขาปูนพันธุ์สระบุรี   (ภาพ : สมิทธิ์ สุติบุตร์)</p>
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: left;">ต้องมาทำความรู้จักนกจู๋เต้นเขาปูน (Limestone Wren Babbler / <em>Napothera crispifrons</em>) กันก่อน นกชนิดนี้เป็นพวกนกกินแมลงที่มีจุดเด่นตรงอาศัยอยู่เฉพาะตามเขาหินปูนเท่านั้น พบกระจายพันธุ์อยู่ในประเทศพม่า ไทย ลาว และเวียดนาม เมืองไทยแบ่งออกเป็น 2 ชนิดย่อย คือ <em>N.c. crispifrons </em>พบทางภาคเหนือและตะวันตก และ <em>N.c. calcicola </em>ซึ่งอาศัยอยู่เฉพาะแถบ จ. สระบุรีเท่านั้น &#8211; ไม่พบในพื้นที่อื่นอีก</p>
<p>เมื่อพบเฉพาะละแวก จ. สระบุรี นกจู๋เต้นเขาปูนชนิดย่อย <em>calcicola </em>จึงเป็นนกเฉพาะถิ่นของประเทศไทยไปด้วย ถ้าเรียกให้เต็มยศก็ต้องระบุให้ชัดเจนว่า นกจู๋เต้นเขาปูนพันธุ์สระบุรี!!!</p>
<p>สมัยก่อน นกจู๋เต้นเขาปูนพันธุ์สระบุรีถือว่าค่อนข้างคอมมอนและหาดูได้ไม่ยาก แบบว่าไปให้ถึงเขาหินปูนแถบ อ. แก่งคอย ที่ จ. สระบุรี รับรองต้องได้เห็นแน่นอน&#8230;พื้นที่แห่งหนึ่งที่เคยไปดูกันบ่อยมาก (แต่ต้องย้อนไป 20 กว่าปีแล้ว) อยู่ที่ถ้ำพระโพธิสัตว์ ตรงทับกวาง แยกจากถนนมิตรภาพเข้าไปไม่ไกล ยุคนั้นจัดว่าเป็นไฮไลท์วันเดย์ทริปของชมรมดูนกกรุงเทพแห่งหนึ่งทีเดียว</p>
<p>น่าเสียดาย! ภายหลังเทือกเขาหินปูนสองฝั่งถนนมิตรภาพโดนระเบิดย่อยสลายกลายสภาพเป็นปูนซีเมนต์ไปมาก พลอยให้ถิ่นอาศัยของนกโดนรบกวน ทำให้หาดูยากขึ้น – จนถึงขั้นสูญหายไปจากหลายพื้นที่</p>
<p>กระทั่งมีรายงานถิ่นอาศัยของนกจู๋เต้นเขาปูนพันธุ์สระบุรียังเหลืออยู่ที่เขาพระพุทธบาทน้อย<br />
&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</p>
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: left;"><img class="aligncenter size-full wp-image-153" title="prabathnoi03" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/01/prabathnoi03.jpg" alt="prabathnoi03" width="500" height="335" /></p>
<p style="text-align: left;">เขาพระพุทธบาทน้อยอยู่ใกล้กว่าถ้ำพระโพธิสัตว์เสียอีก เข้าไปทางตัวอำเภอแก่งคอย พอข้ามแม่น้ำป่าสัก แยกซ้ายและเลี้ยวขวาไปอีก 7 กม. จะเห็นเทือกเขาหินปูนตระหง่านเป็นหมายรออยู่เบื้องหน้า – ให้ตรงตามถนนไปถึงลานวัดเขาพระพุทธบาทน้อยได้เลย</p>
<p>บริเวณวัดเขาพระพุทธบาทน้อยถือว่าเป็นจุดที่เห็นนกจู๋เต้นเขาปูนพันธุ์สระบุรีได้ง่ายที่สุดในขณะนี้ พอไปถึงก็ไม่ต้องรีรอ ให้เดินขึ้นบันไดนาคที่สร้างเลียบเขาหินปูนขึ้นไปยังถ้ำพระใหญ่ แล้วคอยมองหานกตามโขดหินสองข้างบันได สักประเดี๋ยวจะได้ยินเสียงร้องหวานๆ ตามประสานกกินแมลงแว่วมา มองตามเสียงไปได้เลย รับรองต้องเห็นนกจู๋เต้นเขาปูนอยู่แถวนั้น เพราะนกชอบออกมากระโดดจิกกินแมลงตามโขดหินไปเรื่อยๆ – สมกับชาวบ้านตั้งชื่อให้เรียกง่ายๆ ว่า นกแคะหิน</p>
<p>ไปกี่ครั้งๆ ก็ไม่เคยพลาด – แสดงว่าประชากรของนกจู๋เต้นเขาปูนน่าจะมีอยู่มากที่นี่ นอกจากบริเวณวัดเขาพระพุทธบาทน้อยแล้วยังไปดูที่วัดพระธาตุเจริญธรรมซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของเทือกเขาได้ง่ายๆ เช่นกัน</p>
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter size-full wp-image-154" title="ตุ๊กแกกายหางขาว" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/01/ตุ๊กแกกายหางขาว.jpg" alt="ตุ๊กแกกายหางขาว" width="500" height="338" />ตุ๊กกายหางขาว  (ภาพ : นณณ์ ผาณิตวงศ์)</p>
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: left;">ความชุกชุมของนกจู๋เต้นเขาปูนเป็นสิ่งหนึ่งที่ยืนยันความสมบูรณ์ของเขาพระพุทธบาทน้อยได้อย่างดี เมื่อรวมกับสัตว์และพืชเฉพาะถิ่นอีกหลายชนิดที่สำรวจพบบนเทือกเขาแห่งนี้ เช่น หนูขนเสี้ยนเขาหินปูนพันธุ์สระบุรี ตุ๊กกายหางขาว แมงกระดานถ้ำโมงนาที บุกม่วง โมกราชินีฯลฯ ย่อมแสดงถึงความสำคัญของเขาพระพุทธบาทน้อยในฐานะที่เป็นศูนย์รวมความหลากหลายของชนิดพันธุ์เฉพาะถิ่นของประเทศไทย<br />
&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: left;"><img class="aligncenter size-full wp-image-157" title="prabathnoi02" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/01/prabathnoi02.jpg" alt="prabathnoi02" width="500" height="335" /></p>
<p style="text-align: left;">เมื่อหันไปมองเทือกเขาหินปูนอื่นๆ ใน จ. สระบุรี ส่วนใหญ่เต็มไปด้วยบาดแผลจากแรงระเบิดตามสัมปทาน – ภาพจากสองฟากถนนมิตรภาพแสดงไว้ชัดเจน จึงเป็นเรื่องน่ายินดีที่เทือกเขาพระพุทธบาทน้อยยังคงความสมบูรณ์ของธรรมชาติอยู่ได้ คุณค่าตรงนี้เป็นผลจากการมุ่งมั่นอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนมานานกว่า 30 ปี</p>
<p>จุดเริ่มต้นการอนุรักษ์เกิดขึ้นหลังจากชาวบ้านเขาพระพุทธบาทน้อยปฏิเสธผลประโยชน์ที่แลกกับการระเบิดหินเพื่อทำเหมือง แกนนำชุมชนจึงได้ชักชวนชาวบ้านให้ร่วมกันดูแลป้องกันการบุกรุกทำลายขุนเขา จนนำไปสู่การจัดตั้งคณะกรรมการป่าชุมชนในปี พ.ศ. 2545 เพื่อช่วยกันดูแลอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างเข้มแข็ง กระทั่งได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียวในปีต่อมา</p>
<p>ไม่เพียงเท่านั้น ชุมชนเขาพระพุทธบาทน้อยยังได้สร้างศูนย์ศึกษาธรรมชาติระบบนิเวศเขาหินปูนขึ้นที่โรงเรียนเขาพระพุทธบาทน้อย สำหรับเป็นฐานข้อมูลให้ผู้สนใจได้เรียนรู้ ควบคู่ไปกับทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติขึ้นสู่ยอดเขา เพื่อเป็นทางเดินศึกษาระบบนิเวศของป่าเขาหินปูน โดยเฉพาะพันธุ์ไม้หายากนานาชนิด</p>
<p>เส้นทางนี้ยังเหมาะสำหรับเดินดูนกจู๋เต้นเขาปูนได้อีกทางหนึ่งด้วย<br />
&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</p>
<p>การดำรงอยู่ของเขาพระพุทธบาทน้อยนับเป็นตัวแทนช่วยยืนยันถึงความหลากหลายทางธรรมชาติของเขาหินปูนในเมืองไทยว่ามีความโดดเด่นไม่แพ้ที่อื่นใด ขณะเดียวยังเป็นตัวอย่างของชุมชนที่มีบทบาทในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของท้องถิ่นอย่างแท้จริง</p>
<p>เราจึงได้เห็นเทือกเขาหินปูนลูกนี้ตั้งตระหง่านเป็นมรดกทางธรรมชาติของชาวสระบุรีและคนไทยอยู่ถึงวันนี้&#8230;</p>
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: left;">
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.abirdwatch.com/blog/?feed=rss2&amp;p=150</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มาตามรอยนกเขาหินปูนกัน (ต่อ)</title>
		<link>http://www.abirdwatch.com/blog/?p=139</link>
		<comments>http://www.abirdwatch.com/blog/?p=139#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 07 Jan 2010 09:35:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bird is all around]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.abirdwatch.com/blog/?p=139</guid>
		<description><![CDATA[
ช่วงนี้กำลังเพลินกับการติดตามเรื่องนกที่พบบริเวณเขาหินปูนในลาว หลังรวบรวมข้อมูลได้พักใหญ่ ชักรู้สึกดินแดนที่เคยคิดว่าลี้ลับนั้น มิใช่อย่างที่คิดเสียแล้ว ที่ผ่านมาถูกมองข้ามไปมากกว่า เพราะจะว่าเข้าถึงยากคงไม่น่าใช่ ไทย-ลาว-เวียดนาม ใกล้แค่นี้เอง&#8230;แต่เพิ่งมาบูมก็ตอนมีนิวสปีชีนี่แหละ
กระนั้นก็เถอะ&#8230;ถึงตัดพวกนกชนิดใหม่ของโลกออกไป เทือกเขาหินปูนในลาวยังมีนกเด่นๆ อีกหลายตัว เลือกชนิดที่ไม่พบในบ้านเราก็ได้ อย่าง Sooty Babbler หรือ Red-collared Woodpecker
ตอนนี้เพิ่งได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า Green-backed Tit ก็ไปอยู่แถวนั้นกับเค้าด้วย
&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;

นกติ๊ดหลังเขียวที่เมืองชวนจู่ซื่อ

Green-backed Tit / Parus monticolus หรือถอดชื่อไทยออกมาให้เรียกง่ายๆ ได้ว่า นกติ๊ดหลังเขียว เป็นนกที่น่ารักอีกชนิดหนึ่ง ก็ตามประสาพวกนกติ๊ดที่คุ้นเคยในบ้านเรา ลองนึกถึงนกติ๊ดใหญ่ที่ย่อส่วนลงมาอีกนิด แล้วระบายสีเหลืองลงไปให้ทั่วลำตัวด้านล่าง เติมสีเขียวอมเหลืองหรือสีไพลเป็นจุดเด่นบนหลัง
นั่นแหละ! นกติ๊ดหลังเขียว
นกตัวเล็กๆ สีสวยแบบนี้ เวลากระโดดหากินอยู่ใกล้ๆ ใครเห็นก็ชอบ เห็นแล้วก็ติดใจ ดูได้ไม่เบื่อ&#8230;ผมคนนึงละที่รู้สึกเช่นนั้นทุกครั้งที่เห็นนกติ๊ดหลังเขียว &#8211; พอทราบว่าเจอในลาวได้ด้วย เลยพลอยตื่นเต้นไปกับข่าวคราวของเพื่อนเก่า และคิดว่าข้อมูลนี้น่าสนใจมาก
อันที่จริงนกติ๊ดหลังเขียวไม่ใช่นกพิเศษอะไรนักหรอก จัดเป็นนกที่พบได้ง่ายในหลายประเทศ เพราะมีแหล่งกระจายพันธุ์กว้างขวางมาก ตั้งแต่ปากีสถานเรื่อยมาตามแนวเทือกเขาหิมาลัย ผ่านอินเดีย เนปาล พม่า จีน จนถึงตอนบนสุดของเวียดนาม แล้วก็ข้ามไปไต้หวันโน้นเลย เรียกว่าเป็นนกถิ่นเหนือในแถบอนุทวีปอินเดียและจีนก็ได้ – แน่นอน! ไม่มีเมืองไทยรวมอยู่ด้วย
นอกจากนี้ยังมีพื้นที่พิเศษอีกแห่งที่พบนกติ๊ดหลังเขียวอยู่ด้วย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-140" title="Lao Birding02" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/01/Lao-Birding02.jpg" alt="Lao Birding02" width="400" height="300" /></p>
<p>ช่วงนี้กำลังเพลินกับการติดตามเรื่องนกที่พบบริเวณเขาหินปูนในลาว หลังรวบรวมข้อมูลได้พักใหญ่ ชักรู้สึกดินแดนที่เคยคิดว่าลี้ลับนั้น มิใช่อย่างที่คิดเสียแล้ว ที่ผ่านมาถูกมองข้ามไปมากกว่า เพราะจะว่าเข้าถึงยากคงไม่น่าใช่ ไทย-ลาว-เวียดนาม ใกล้แค่นี้เอง&#8230;แต่เพิ่งมาบูมก็ตอนมีนิวสปีชีนี่แหละ</p>
<p>กระนั้นก็เถอะ&#8230;ถึงตัดพวกนกชนิดใหม่ของโลกออกไป เทือกเขาหินปูนในลาวยังมีนกเด่นๆ อีกหลายตัว เลือกชนิดที่ไม่พบในบ้านเราก็ได้ อย่าง Sooty Babbler หรือ Red-collared Woodpecker</p>
<p>ตอนนี้เพิ่งได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า Green-backed Tit ก็ไปอยู่แถวนั้นกับเค้าด้วย<br />
&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p><span id="more-139"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter size-full wp-image-141" title="green-backed-tit02" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/01/green-backed-tit02.jpg" alt="green-backed-tit02" width="500" height="375" />นกติ๊ดหลังเขียวที่เมืองชวนจู่ซื่อ</p>
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: left;">Green-backed Tit / <em>Parus monticolus </em>หรือถอดชื่อไทยออกมาให้เรียกง่ายๆ ได้ว่า นกติ๊ดหลังเขียว เป็นนกที่น่ารักอีกชนิดหนึ่ง ก็ตามประสาพวกนกติ๊ดที่คุ้นเคยในบ้านเรา ลองนึกถึงนกติ๊ดใหญ่ที่ย่อส่วนลงมาอีกนิด แล้วระบายสีเหลืองลงไปให้ทั่วลำตัวด้านล่าง เติมสีเขียวอมเหลืองหรือสีไพลเป็นจุดเด่นบนหลัง</p>
<p>นั่นแหละ! นกติ๊ดหลังเขียว</p>
<p>นกตัวเล็กๆ สีสวยแบบนี้ เวลากระโดดหากินอยู่ใกล้ๆ ใครเห็นก็ชอบ เห็นแล้วก็ติดใจ ดูได้ไม่เบื่อ&#8230;ผมคนนึงละที่รู้สึกเช่นนั้นทุกครั้งที่เห็นนกติ๊ดหลังเขียว &#8211; พอทราบว่าเจอในลาวได้ด้วย เลยพลอยตื่นเต้นไปกับข่าวคราวของเพื่อนเก่า และคิดว่าข้อมูลนี้น่าสนใจมาก</p>
<p>อันที่จริงนกติ๊ดหลังเขียวไม่ใช่นกพิเศษอะไรนักหรอก จัดเป็นนกที่พบได้ง่ายในหลายประเทศ เพราะมีแหล่งกระจายพันธุ์กว้างขวางมาก ตั้งแต่ปากีสถานเรื่อยมาตามแนวเทือกเขาหิมาลัย ผ่านอินเดีย เนปาล พม่า จีน จนถึงตอนบนสุดของเวียดนาม แล้วก็ข้ามไปไต้หวันโน้นเลย เรียกว่าเป็นนกถิ่นเหนือในแถบอนุทวีปอินเดียและจีนก็ได้ – แน่นอน! ไม่มีเมืองไทยรวมอยู่ด้วย</p>
<p>นอกจากนี้ยังมีพื้นที่พิเศษอีกแห่งที่พบนกติ๊ดหลังเขียวอยู่ด้วย เป็นชนิดย่อย<em> legendrei</em> ที่พบเฉพาะถิ่นแถบเมืองดาลัด บริเวณที่ราบสูงของเขตอันนัมตอนใต้ในประเทศเวียดนาม</p>
<p>มานึกดู&#8230;จะว่านกติ๊ดหลังเขียวไม่ใช่นกที่โดดเด่น อาจไม่ถูกต้องนัก จุดเด่นของนกติ๊ดชนิดนี้น่าจะอยู่ตรงความที่มีประชากรมาก เลยเป็นนกที่มีอยู่ทั่วไปและเห็นตัวได้ง่ายนี่เอง – ถ้าบอกว่าเป็นนกสามัญในทุกถิ่นอาศัยคงช่วยให้เห็นภาพได้ชัดเจน เพราะนกติ๊ดหลังเขียวอาศัยอยู่ในพื้นที่ได้หลายรูปแบบ ทั้งป่าดงดิบ ป่าโปร่ง ป่าสน ไปจนถึงสวนผลไม้ สวนสาธารณะ และชุมชน – คนที่เคยไปดูนกแถวเสฉวนหรือยูนนานของจีน รวมทั้งแถบหิมาลัย คงช่วยยืนยันได้ดี</p>
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter size-full wp-image-142" title="green-backed-tit04" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/01/green-backed-tit04.jpg" alt="green-backed-tit04" width="500" height="367" />นกติ๊ดหลังเขียวที่เชิงเขาหิมะมังกรหยก</p>
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: left;">จากประสบการณ์ตรง นั่งทานมื้อกลางวันที่เมืองเม่าเสียน แล้วเห็นนกติ๊ดหลังเขียวกระโดดหากินบนต้นท้อในสวนข้างร้าน&#8230;ระหว่างต่อแถวรอนั่งกระเช้าไฟฟ้าขึ้นไปเที่ยวเขาหิมะมังกรหยก ก็มีนกติ๊ดหลังเขียวเกาะให้ดูแก้เบื่อบนต้นสน&#8230;เปิดหน้าต่างโรงแรมที่เมืองชวนจู่ซื่อ นกติ๊ดหลังเขียวยังตามมาทักทายตั้งแต่เช้า&#8230;</p>
<p>เวลาไปดูนกต่างบ้านต่างเมือง แล้วมีนกตัวเล็กๆ สีสวยๆ คอยมาเป็นเพื่อนแบบนี้&#8230;จะไม่ให้ชอบใจได้ไงกัน!<br />
&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</p>
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: left;">เอาละกลับมาที่เทือกเขาหินปูนในลาวกันอีกที ดูสิว่า เมื่อพบนกติ๊ดหลังเขียวแถวนี้แล้วน่าสนใจยังไง ก็ในเมื่อเป็นนกคอมมอนขนาดนั้น – ไม่เห็นแปลก เมื่อมาเจอที่ลาว</p>
<p>คงต้องย้อนไปดูเขตกระจายพันธุ์ของนกอีกครั้ง อย่างที่บอกไปแล้ว นกอาศัยอยู่เฉพาะในแถบหิมาลัยเรื่อยไปจนถึงจีน โดยแบ่งเป็น 4 ชนิดย่อย มี <em>monticolus</em> เป็นชนิดย่อยหลัก พบทางด้านหิมาลัยตะวันออก <em>yunnanensis</em> พบตั้งแต่ด้านตะวันออกของเนปาลเรื่อยมาจนถึงจีน <em>insperatus </em>เป็นชนิดย่อยเฉพาะถิ่นของเกาะไต้หวัน เช่นเดียวกับชนิดย่อยสุดท้าย <em>legendrei</em> ที่เมืองดาลัด</p>
<p>ตรงนี้เองที่ชวนให้สงสัย แล้วนกข้ามจากจีนไปโผล่บนเทือกเขาหินปูนทางตอนกลางของลาวได้ไง หรือถ้าจะบอกว่าในเวียดนามยังมีได้เลย แต่ภาพนกที่เห็นจากลาวก็ไม่ใช่ชนิดย่อยจากเมืองดาลัดเสียด้วย เพราะนกที่เมืองดาลัดมีจุดเด่นต่างจากอีก 3 ชนิดย่อยอยู่ตรงมีท้องสีดำ เหลือสีเหลืองแซมเป็นแนวแคบๆ อยู่ข้างลำตัวเท่านั้น หลังก็ออกสีเทาๆ มากกว่า มองไกลๆ เห็นเป็นนกตัวคล้ำที่มีจุดเด่นตรงแก้มสีขาว</p>
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter size-full wp-image-143" title="green-backed tit at Lao" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/01/green-backed-tit-at-Lao.jpg" alt="green-backed tit at Lao" width="400" height="300" />นกติ๊ดหลังเขียวในลาว</p>
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: left;">ส่วนพระเอกของเราที่เมืองลาวมีท้องสีเหลือง ถ้าจะสรุปเบื้องต้นก็น่าจะเป็นชนิดย่อย<em> yunnanensis</em> จากทางจีน แล้วทำไมถึงได้กระโดดมาถึงนี่ หรือบางทีอาจจะเป็นชนิดย่อยใหม่ที่อาศัยเฉพาะบริเวณเทือกเขาหินปูนอันนาไมท์ก็ได้</p>
<p>เรื่องนี้คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักปักษีวิทยาหาคำตอบกันต่อไป ส่วนเราหาทางไปดูตัวจริงคงสนุกกว่า&#8230;<br />
&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: left;"><img class="aligncenter size-full wp-image-144" title="green-backed-tit03" src="http://www.abirdwatch.com/blog/wp-content/uploads/2010/01/green-backed-tit03.jpg" alt="green-backed-tit03" width="500" height="333" /></p>
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: left;">อันที่จริงเรื่องนกกระโดดจากถิ่นอาศัยที่หนึ่งข้ามไปโผล่ยังพื้นที่อีกแห่งหนึ่งอาจไม่ใช่เรื่องต้องมาตั้งข้อสงสัยให้เวียนหัว นกหลายชนิดก็เป็นแบบนี้ ใกล้ตัวที่สุดอย่างนกกะลิงเขียดหางหนามนั่นไง จากเวียดนามข้ามมาแก่งกระจานเฉยเลย</p>
<p>สำหรับนกติ๊ดหลังเขียว&#8230;ก็มิได้ติดใจใหญ่โตอะไรนักหนา แค่คาใจอยู่ว่า ในเมื่อข้ามไปถึงตอนกลางของลาวได้ ทำไมถึงไม่มาโผล่ที่เมืองไทยบ้าง &#8211; ภาคเหนือหรือภาคอีสานก็น่าจะเหมาะอยู่นา</p>
<p>เราจะได้มีนกเพิ่มขึ้นอีกชนิดนึงไง!!!</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.abirdwatch.com/blog/?feed=rss2&amp;p=139</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

